การเลือกตั้งองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) วนกลับมาอีกครั้ง เป็นวาระที่ประชาชนต้องทำตามกฎหมาย แต่แท้จริงแล้วมันคือโอกาสสำคัญในการกำหนดอนาคตของท้องถิ่นและประเทศชาติ การเลือกตั้งที่ผ่านมาในหลายระดับ ตั้งแต่ อบจ. เทศบาลเมือง จนถึง อบต. ล้วนสะท้อนให้เห็นว่าแม้ประชาชนต้องเผชิญปัญหาภัยพิบัติและความยากลำบาก แต่สิทธิเลือกตั้งยังคงเป็นเครื่องมือเดียวที่เปิดทางให้พวกเขามีเสียงในระบบการเมือง

ที่จังหวัดสุพรรณบุรี สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งได้จัดประชุมเพื่อเตรียมความพร้อมในการเลือกตั้งสมาชิกและนายกองค์การบริหารส่วนตำบล โดยมีนายคมกริช ทิพย์สมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงาน คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นประธานเปิดการประชุม พร้อมเน้นย้ำแนวทางรณรงค์ให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิอย่างถูกต้องและตระหนักถึงความสำคัญของการเลือกตั้ง การประชุมครั้งนี้มีหัวหน้าส่วนราชการ ภาคีเครือข่าย และศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอทั้ง 10 อำเภอเข้าร่วม เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกัน
ตัวเลขผู้สมัครสะท้อนความคึกคักของสนามเลือกตั้ง สุพรรณบุรีมีผู้สมัครนายก อบต. 114 คน ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา ขณะที่ทั่วประเทศมีผู้สมัครนายก อบต. รวม 8,603 คน และผู้สมัครสมาชิกสภา อบต. รวม 93,557 คน การเลือกตั้งจะมีขึ้นพร้อมกันใน 76 จังหวัด ยกเว้นกรุงเทพมหานครที่จะครบวาระในปีหน้า ตัวเลขเหล่านี้บ่งชี้ว่าการเมืองท้องถิ่นยังคงเป็นพื้นที่แข่งขันที่มีผู้สนใจจำนวนมาก แต่คำถามสำคัญคือการแข่งขันนี้จะถูกแปรเปลี่ยนเป็นคุณภาพของนโยบายและการทำงานจริงหรือไม่
สิ่งที่กกต.เน้นย้ำอย่างหนักคือการหาเสียงต้องเป็นไปตามกฎหมาย โดยเฉพาะการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ โซเชียลมีเดีย ยูทูบ แอปพลิเคชัน อีเมล หรือ SMS ผู้สมัครต้องแจ้งต่อกกต.จังหวัดและตรวจสอบข้อกฎหมายให้รอบคอบ การหาเสียงจะเข้มข้นในช่วงวันที่ 12–15 ธันวาคม ก่อนถึงวันเลือกตั้งจริงในวันที่ 11 มกราคม 2569 การกำกับดูแลการหาเสียงออนไลน์จึงเป็นดาบสองคม เพราะแม้จะเปิดโอกาสให้ผู้สมัครแข่งขันเชิงเนื้อหา แต่ก็เสี่ยงต่อการแพร่ข้อมูลบิดเบือนและการปั่นกระแส หากประชาชนไม่ได้รับการเสริมทักษะรู้เท่าทันสื่อ


หัวใจของปัญหาการเมืองท้องถิ่นไทยยังคงเป็นเรื่องซื้อเสียง แม้กฎหมายห้ามชัดเจน แต่พฤติกรรมการแจกเงินหรือสิ่งของยังคงปรากฏอยู่เสมอ ปัญหานี้ไม่ใช่แค่การละเมิดกฎหมาย แต่ทำลายระบบความรับผิดชอบโดยตรง เพราะเมื่อคะแนนเสียงถูกผูกกับผลประโยชน์เฉพาะหน้า ผู้แทนก็ไม่จำเป็นต้องตอบโจทย์สาธารณะ ระบบจึงวนเวียนอยู่กับโครงการที่ไม่สร้างผลลัพธ์ยั่งยืน และประชาชนเองก็มีส่วนร่วมในวงจรนี้ด้วยการยอมรับผลประโยชน์จากผู้สมัคร
ดังนั้น การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นบททดสอบสำคัญว่าประชาชนจะเปลี่ยนพฤติกรรมหรือไม่ หากชุมชนเริ่มให้คุณค่ากับข้อเสนอเชิงนโยบายที่ตรวจสอบได้ ผู้เล่นที่อาศัยการซื้อเสียงก็จะถูกผลักออกจากเกมโดยธรรมชาติของตลาดการเมือง การประชุมของ กกต.สุพรรณบุรีจึงเป็นสัญญาณตั้งต้นที่ดี แต่ผลลัพธ์จะขึ้นอยู่กับสามมิติหลัก คือกฎกติกาที่ถูกบังคับใช้อย่างจริงจัง ผู้สมัครที่ยอมแข่งขันด้วยนโยบายแท้ และประชาชนที่เลิกให้คุณค่ากับการแจก หากสามมิตินี้ขยับพร้อมกัน การเลือกตั้ง อบต. ครั้งนี้จะไม่ใช่เพียงฉากเดิมที่ซ้ำซาก แต่จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเมืองท้องถิ่นที่กล้ารับผิดชอบและโปร่งใสอย่างแท้จริง

“ท้ายที่สุดในฐานะที่ได้เข้าร่วมรับฟังการประชุมในวันนี้ ต้องขอบคุณคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดสุพรรณบุรี ที่ได้ถ่ายทอดเจตนารมณ์ที่ดีและทำตามนโยบายขององค์กรชัดเจน และเน้นย้ำให้ทุกคนทำตามกฎหมาย แต่ที่อยากจะสะท้อนและตั้งคำถามตรงไปตรงมา คือแม้ท่านได้ย้ำแล้วว่าไม่มีตรงไหนเลยที่อนุญาตให้ผู้สมัครไปแจกของ แจกเงิน หรือแจกโน่นแจกนี่ แต่ความจริงที่น่าเศร้าคือ ระบบของเรามันเสียมาตั้งแต่การเลือกตั้งครั้งแรกๆ แล้ว ที่มีคนไปรับของเขามา จึงอยากฝากไปถึงผู้มีอำนาจว่าเมื่อไหร่วงจรอุบาทว์นี้จะจบสิ้น สื่อก็ประจานอยู่ทุกวัน ในที่สุดก็หนีไม่พ้นความรับผิดชอบของรัฐบาลและนักการเมืองที่ต้องจัดการและต้องรู้สึกละอายกันบ้าง” วัชระ พัฒนศรี หัวหน้าศูนย์ข่าวเดลินิวส์ภาคตะวันตก จ.สุพรรณบุรี กล่าว
—————
วัชระ พัฒนศรี หัวหน้าศูนย์ข่าวเดลินิวส์ภาคตะวันตก จ.สุพรรณบุรี



