รอบโลกก็ท่วมเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นนครเวนิส ประเทศอิตาลี หมู่เกาะในแปซิฟิกใต้ เช่น ตูวาลู คิริบาส และฟิจิ แม้กระทั่งนครลอสแอนเจลิส และซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา ก็เพิ่งโดนภัยน้ำทะเลหนุนสูงจนท่วมทางสัญจร การจราจรเป็นอัมพาต ใกล้บ้านเราก็มี เกาะสุมาตรา และจาการ์ตา อินโดนีเซีย ศรีลังกา เวียดนาม และฟิลิปปินส์ ที่ประสบภัยน้ำทะเลหนุนสูงเช่นกัน แถมเพิ่มความวิกฤติด้วยพายุฝนตกหนัก แบบที่สงขลา และจังหวัดภาคใต้ของเราเพิ่งเจอมา

ปีนี้ภัยน้ำทะเลหนุนสูงฉับพลัน เกิดขึ้นมีระดับสูงสุดอย่างไม่เคยเกิดมาก่อน ในช่วงน้ำทะเลหนุนสูงเข้าท่วมบ้านเรือนของผู้คนที่อยู่ริมทะเล และที่อยู่ตามบริเวณปากน้ำ ถ้ามาเจอกับพายุ หรือ rain bomb น้ำฝนระบายลงทะเลไม่ได้หลายวัน จะสร้างวิกฤติที่เป็นหายนะ นอกจากนั้นการที่มีภาวะน้ำทะเลหนุนสูงยาวนานขึ้น จะเกิดการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศของพื้นที่น้ำกร่อย จะสูญเสียพื้นที่เกษตรริมทะเล สร้างความไม่มั่นคงทางอาหารและน้ำดื่ม จนขยายตัวขึ้นเป็นภัยพิบัติใหม่

น้ำทะเลมีระดับสูงขึ้นทุกๆ ปีจนวิกฤติเนื่องจากภาวะโลกเดือด น้ำแข็งขั้วโลกละลายอย่างรวดเร็ว ถึงเวลาที่เราต้องตระหนักรู้ และต้องเตรียมตัว หาวิธีลดความเสี่ยงจากภัยน้ำทะเลหนุนสูง โดยมีกรณีศึกษาที่ sustain daily ได้นำมาเล่าสู่กันฟังตลอดทั้งปี ซึ่งไปอ่านย้อนหลังได้ ไม่ว่าจะเป็นประตูกันน้ำทะเล หรือเขื่อนยาวหลายสิบกิโลปิดปากอ่าว พร้อมระบบวิศวกรรมเพื่อจัดการระดับน้ำ หรือสร้างกำแพงสูงรอบเมือง

ถ้ารัฐนิ่งเฉยไม่ทำอะไร ประชาชน ผู้นำชุมชนคงต้องทำกันเองเพื่อลดความเสี่ยง ปกป้องตัวเอง แต่ถ้าชุมชนของเรายังไม่ทำอีก เราอาจจะต้องทำระบบปกป้องบ้านเราเอง เหมือนบ้านที่เราเห็นว่าเอาตัวรอดได้ด้วยระบบวิศวกรรมกันน้ำ มีการใช้วัสดุกันน้ำรอบบ้าน อุดปิดท่อระบายน้ำไม่ให้น้ำเข้ามาจากใต้ดิน และเตรียมปั๊มน้ำ และน้ำมันให้เพียงพอที่จะสูบน้ำที่ซึมเข้ามาให้แห้ง พร้อมทั้งจัดระบบไฟฟ้า ระบบประปาในบ้านใหม่ และของมีค่าทั้งหมดต้องย้ายไปชั้นบนให้หมด

สัญญาณเตือนดังขึ้นถี่ ๆ ทั่วโลก ยุทธการเปลี่ยนเมืองต้องเริ่มแล้ว อย่าปล่อยให้น้ำแห้งแล้วลืม นิ่งเฉยเหมือนเดิม.