จากการศึกษาชุดสีกระเบื้องวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร เพื่อจัดทำฐานข้อมูลชุดโครงสี หนังสือเฉดสี ส่งต่อองค์ความรู้ต่อยอดสู่อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ รวมถึงเพื่อการอนุรักษ์ การวิจัยยังขยายต่อเนื่องไปที่ “วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม” และ “วัดบรมนิวาสราชวรวิหาร” โดยที่ผ่านมา สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมกับสมาคมเพื่อการพัฒนาศิลปะและหัตถศิลป์ไทย นำงานวิจัยซึ่งศึกษาพัฒนาการ “สีและเฉดสี” ที่ปรากฏในงานศิลปกรรมของอารามทั้งสามสถานที่จัดแสดงในนิทรรศการ “เฉดสีจากอารามหลวง” (Colour Palette of the Royal Temple) ณ หอศิลป์ร่วมสมัย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ

วาไรตี้นำเรื่องน่ารู้ชวนถอดรหัสสีของครูช่าง สัมผัสเฉดสีดั้งเดิมที่มีอัตตลักษณ์ทรงพลัง ถ่ายทอดทุนทางวัฒนธรรมในมุมมองใหม่ โดย รศ.ดร.น้ำฝน ไล่สัตรูไกล นักวิจัยสมาคมเพื่อการพัฒนาศิลปะและหัตถศิลป์ไทยให้ความรู้ในประเด็นนี้ว่า จากที่กล่าวทีมวิจัยเราศึกษาเริ่มแรกที่ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราราชวรวิหาร โดยถอดสีจากกระเบื้องเคลือบซึ่งมีความงดงาม มีเอกลักษณ์เฉพาะ ทรงคุณค่า มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และศิลปกรรม ฯลฯ   

ในงานวิจัยจากการค้นสีจริงโดยเป็นสียุคสมัยเดียวกันกับภาพจิตรกรรมฝาผนังที่วัดหงส์รัตนารามจึงถอดรหัสชุดสี  ได้เป็นสีเฉดต่างๆ ดังที่นำเสนอ ควรค่าแก่การอนุรักษ์เฉดสีกระเบื้อเคลือบไว้ ทั้งนี้หากต้องทำนุบำรุงอนุรักษ์ มีการซ่อมแซม ชุดโครงสีที่ศึกษาวิจัยไว้นี้สามารถเรียกนำกลับมาใช้ โดยได้สีที่ถูกต้องดังเดิม และเมื่อได้เฉดสีก็ได้นำไปต่อยอดสร้างสรรค์ออกแบบผลิตภัณฑ์ต่างๆ อาทิ ภาชนะ สิ่งทอ สมุด ภาชนะจาน ฯลฯ ทั้งนี้เฉดสีที่ศึกษาจะมีชื่อเรียกเฉพาะ”

นักวิจัยหลัก รศ.ดร.น้ำฝนเล่าอีกว่า ชุดดัชนีสีวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาโครงการวิจัยการศึกษาชุดสีกระเบื้องเคลือบวัดราชบพิธฯ เพื่อจัดทำชุดโครงสีผ่านมุมมองการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะประยุกต์และต้นแบบดัชนีสีสำหรับการใช้งานด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ เคหะสถานและสิ่งทอ ศึกษาสีและลวดลายที่ได้รับอิทธิพลจากตะวันตกที่มีการนำมาใช้เป็นวัดแรกในประเทศไทย ทั้งนำไปต่อยอดการจัดทำฐานข้อมูลสี จัดทำชุดโครงสีในรูปแบบดัชนีสี สร้างมาตรฐานของสีและลวดลายดั้งเดิมของวัดให้สืบทอดอย่างถูกต้อง โดยได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.

ชุดสีหรือแพนโทนเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการออกแบบและสร้างสรรค์งานศิลปะระดับสากล การจัดทำแพนโทนสีของวัดราชบพิธฯ ถอดจากสีกระเบื้องวัดราชบพิธฯที่ผ่านมาได้รับความสนใจซึ่งแต่ละสีมีเอกลักษณ์เฉพาะต่างจากแพนโทนสากล อีกทั้งการตั้งชื่อสียังสะท้อนถึงความเป็นไทย และความเป็นวัดราชบพิธฯ

“การตั้งชื่อสีในชุดดัชนีสีของวัดราชบพิธฯ อ้างอิงจากแนวคิดหลัก 3 ประการคือ สีที่สื่อคุณค่าและความเป็นสิริมงคล สีจากวัสดุ เครื่องแต่งกาย เครื่องใช้และการตกแต่งในสถาปัตยกรรม และสีที่สะท้อนการผสมผสานระหว่างศิลปะตะวันตกและศิลปะไทย ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญของการออกแบบโครงสร้างและศิลปกรรมของวัด

ชื่อสีแต่ละสีจะลงท้ายด้วยคำว่า “บพิธ” สื่อถึงที่มาของแรงบัลดาลใจและเชื่อมโยงเอกลักษณ์ของวัดสู่ชุดโครงสีอย่างมีความหมายอาทิ ศิลาเขียวบพิธ มณีแดงบพิธ ฟ้าบุษบพิธ เพชรม่วงบพิธ โกเมนบพิธ ฯลฯ”

สำหรับเฟสสองของงานวิจัยขยายต่อไปที่ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร ศึกษาพระมหาเจดีย์สี่รัชกาล โดยสีมีความเฉพาะ มีเอกลักษณ์ ทั้งนี้ วัดพระเชตุพนฯ มีความสำคัญยิ่งทางประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรมไทย เป็นวัดที่มีรากฐานมานับแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาและได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช มีความงดงามสมบูรณ์ เป็นที่ประดิษฐานพระมหาเจดีย์สำคัญหลายองค์

“เอกลักษณ์สำคัญของวัดโพธิ์ปรากฏผ่านงานประดับกระเบื้องเคลือบและลวดลายสีสัน ที่ใช้ในการตกแต่งสถาปัตยกรรมภายในพระอาราม ศิลปกรรมเหล่านี้มิได้มีคุณค่าเพียงด้านความงาม หากยังสะท้อนถึงภูมิปัญญาคนไทยในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์สีสันที่ปรากฏบนกระเบื้อง เช่น เขียว เหลือง นำเงิน และแดง ล้วนแฝงความหมายเชิงสัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับคติความเชื่อทางพระพุทธศาสนา และความเชื่อท้องถิ่น ตลอดจนสะท้อนอิทธิพลการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม”

ชุดสีมีการตั้งชื่อเช่นกัน โดยแนวคิดการตั้งชื่อชุดสีจากกระเบื้องวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม หรือ “เชตุพนโทน” อ้างอิงจากแนวคิดหลัก 3 ประการ ได้แก่ สีที่สื่อถึงคุณค่าและความเป็นสิริมงคล สีที่มาจากดอกของพรรณไม้ไทยที่มีความงามและไพเราะ สอดคล้องกับการประดับกระเบื้องเป็นลวดลายดอกไม้ต่างๆ และชื่อสีทั้งหมดขึ้นด้วยคำว่า “โพธิ” ซึ่งมีความสอดคล้องกับชื่อวัด “โพธิ์”

รศ.ดร.น้ำฝนอธิบายอีกว่าสำหรับคู่มือเฉดสีวัดพระเชตุพนฯ ที่จัดทำขึ้นคงมีเป้าหมายเพื่อรวบรวม ถอดเฉดสี และจัดทำชุดข้อมูลสีให้อยู่ในรูปแบบมาตรฐานสากล สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในด้านการอนุรักษ์งานวิชาการ และการประยุกต์เชิงสร้างสรรค์ ช่วยให้ผู้ศึกษาเข้าใจคุณค่าของ ศิลปกรรมในวัดโพธิได้อย่างลึกซึ้ง เป็นรากฐานสำหรับการต่อยอดองค์ความรู้ไปสู่การออกแบบร่วมสมัยและการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่ตั้งอยู่บนภูมิปัญญาไทย อาทิ โพธิเบญจมาศ โพธิสุคนธ์ โพธิมณฑา เป็นต้น

สำหรับ วัดบรมนิวาสราชวรวิหาร เป็นอีกสถานที่ของโครงการวิจัยฯ โดยที่นี่มีภาพจิตรกรรมฝาผนังที่สวยงามสมบูรณ์ ทั้งการใช้สีน่าศึกษาอย่างยิ่ง โดยภาพจิตรกรรมได้รับอิทธิพลตะวันตกเป็นภาพวาดแบบ Perspective เขียนภาพให้มีแสงและเงา ลักษณะการใช้สีไล่เฉด เพื่อให้เกิดความตื้น ลึก หนา บาง ฯลฯ เป็นภาพเหมือนจริงยุคแรกๆของไทย วาดโดยขรัวอินโข่ง ทั้งนี้ชุดสีจากศิลปกรรมภาพจิตรกรรมวัดบรมนิวาสราชวรวิหาร มีการตั้งชื่อชุดสีเช่นกัน

“บรมนิวาสโทน” การตั้งชื่อสีในชุดเฉดสีอ้างอิงจากแนวคิดหลัก ชื่อสีที่มีความไพเราะและเข้ากับศิลปกรรมของวัด ชื่อสีที่มีความสอดคล้องกับภาพดอกบัวในภาพจิตรกรรมฝาผนังของวัด และชื่อสีแต่ละชื่อจะลงท้ายด้วยคำว่า “นิวาส” ซึ่งเป็นสร้อยนามของวัด เพื่อสื่อถึงที่มาของแรงบันดาลใจ และเชื่อมโยงเอกลักษณ์ของวัดเข้าสู่ชุดโครงสีอย่างมีความหมาย

จากการวิจัยซึ่งศึกษาสีกระเบื้องเคลือบ ภาพจิตรกรรมฝาผนัง เฉดสีที่ได้จะเห็นว่าทั้งสามสถานที่มีความงาม มีอัตลักษณ์ที่ไม่เหมือนกัน มีความต่างและคล้ายคลึงกัน อย่างเช่น สีที่เป็นเอกลักษณ์ของวัดราชบพิตรพบว่าเป็นสีพาสเท ขณะที่วัดโพธิ์มีความใกล้เคียงกัน แต่คนละพีเรียดกัน

ส่วนวัดบรมนิวาสจะต่างไป เป็นสีที่ใช้กับงานจิตรกรรม ไล่น้ำหนัก อย่างเช่น สีน้ำตาลก็จะไม่ใช่เฉดน้ำตาลเดียว จะมีน้ำตาลอ่อน อ่อนหน่อย และน้ำตาลเข้ม ใช้การไล่น้ำหนัก ค่าสีทำให้เกิดมิติ ขณะที่เนื้อหาภาพที่ทำเสนอมีความน่าสนใจ สะท้อนสังคม เศรษฐกิจ ฯลฯ โดยสีที่ศึกษาทั้งหมดจากที่กล่าวได้รวบรวมเป็นหนังสือเฉดสี  สำหรับ วัดบรมนิวาสภาพจิตรกรรมฝาผนังมีความสมบูรณ์มากก็ได้เก็บข้อมูล ทั้งวิจัยสีที่ยังมีความสมบูรณ์ไว้เพื่อเป็นคู่มือสีวัดที่สำคัญ อย่างไรก็ตามโครงการวิจัยฯยังมีอีกสองวัดที่จะศึกษาต่อเนื่องไป

นักวิจัยสมาคมเพื่อการพัฒนาศิลปะและหัตถศิลป์ไทย รศ.ดร.น้ำฝนเล่าทิ้งท้ายถึงเฉดสีจากอารามหลวงเพิ่มอีกว่า ในนิทรรศการนอกจากจัดแสดงเรื่องที่ศึกษายังแสดงถึงการนำมาสร้างสรรค์ซึ่งเป็นการต่อยอดงานวิจัยที่ไม่หยุดนิ่ง แสดงให้เห็นอัตลักษณ์ภูมิปัญญาไทยในเรื่องสี รวมถึงการใช้สี โดยมีตัวอย่างการใช้สีที่นำมาสร้างสรรค์ผ่านผลิตภัณฑ์ต่างๆ ต่อยอดต่อไป

                                                                                               พงษ์พรรณ บุญเลิศ