ปักกิ่งปักหมุดศูนย์กลางนวัตกรรม BCI ระดับโลก
เทคโนโลยีเชื่อมต่อสมองกับคอมพิวเตอร์ หรือ BCI (Brain-Computer Interface) ถูกกำหนดให้เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 15 (ปี 2026-2030) โดยกรุงปักกิ่งได้วางบทบาทตนเองเป็นศูนย์กลางนวัตกรรม BCI ระดับสูง เพื่อเดินหน้าทั้งในด้านการวิจัยและการประยุกต์ใช้ทางคลินิกทางการแพทย์
โดยปกติเมื่อคนเราต้องการหยิบจับสิ่งของ สมองจะส่งสัญญาณผ่านเส้นประสาทไปยังกล้ามเนื้อแขน แต่สำหรับผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบประสาท เทคโนโลยี BCI จะเข้ามาช่วยจัดการในส่วนนี้ ซึ่งระบบ BCI แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่
- แบบไม่รุกล้ำร่างกาย
- แบบกึ่งรุกล้ำ
- แบบรุกล้ำ
แต่ละประเภทมีจุดเด่นที่แตกต่างกันออกไป ทั้งในด้านคุณภาพของสัญญาณ ความปลอดภัย และสถานการณ์ในการใช้งาน
เปิดฉากตั้งวอร์ด BCI แห่งแรกในจีน เร่งช่วยผู้ป่วยทางคลินิก
โรงพยาบาลเทียนถาน ปักกิ่ง ได้จัดตั้งวอร์ดด้าน BCI สำหรับการรักษาและการแปลผลสู่การใช้งานทางคลินิกเป็นแห่งแรกของประเทศจีน โดย Yang Yi หัวหน้าแพทย์ประจำภาควิชาศัลยกรรมประสาท เปิดเผยว่า การทดลองทางคลินิกมุ่งเน้นไปที่ผู้ป่วยที่มีอาการบาดเจ็บที่ไขสันหลัง นอกจากนี้ ทีมวิจัยยังได้พัฒนาการถอดรหัสด้านภาษาและการเคลื่อนไหวสำหรับโรคที่พบได้บ่อย เช่น โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง เป็นต้น
หนึ่งในตัวอย่างความสำเร็จคือ นางเฉา หย่งหัว จากมณฑลส่านซี ผู้ป่วยที่ได้รับการฝังอุปกรณ์ “เป่ยเหน่า-1” (Beinao-1) ซึ่งหลังผ่านการฝึกจินตนาการการเคลื่อนไหว เธอสามารถขยับเคอร์เซอร์บนหน้าจอคอมพิวเตอร์ได้โดยใช้เพียงสัญญาณจากสมอง พร้อมเผยความรู้สึกว่า ทุกครั้งที่ทำสำเร็จรู้สึกดีใจมาก เหมือนตนเองได้ฟื้นตัวขึ้นอีกขั้น
เจาะลึกเทคโนโลยีเปลี่ยนชีวิต “เป่ยเหน่า-1” และ “เป่ยเหน่า-2”
สถาบันวิจัยสมองจีนได้พัฒนาเทคโนโลยี BCI อย่างต่อเนื่อง โดยมีรายละเอียดความคืบหน้าดังนี้:
- เป่ยเหน่า-1 (เทคโนโลยีแบบกึ่งรุกล้ำ): ปัจจุบันดำเนินการฝังอุปกรณ์ในมนุษย์แล้วเกือบ 30 ราย ตัวอุปกรณ์จะวางอยู่บนผิวสมอง ช่วยให้ผู้ป่วยอัมพาตบางรายสามารถใช้ BCI ควบคุมแขนกลเพื่อหยิบจับสิ่งของได้ ขณะที่บางรายสามารถกลับมายืนและเดินได้บางส่วน ผ่านการกระตุ้นไขสันหลังร่วมกับโครงกระดูกเสริมภายนอก
- เป่ยเหน่า-2 (เทคโนโลยีแบบรุกล้ำ): คาดว่าจะเริ่มการทดลองทางคลินิกในปี 2026 นี้ หลังผ่านการทดลองระยะยาวในสัตว์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดย Zhang Lei ผู้อำนวยการศูนย์เครื่องมือ สถาบันวิจัยสมองจีน อธิบายว่า เป่ยเหน่า-2 จำเป็นต้องฝังขั้วไฟฟ้าเข้าไปในเนื้อสมองโดยตรง ทำให้เข้าใกล้แหล่งกำเนิดสัญญาณมากขึ้น และสามารถเก็บข้อมูลได้ละเอียดกว่าเดิม
สร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรม มุ่งสู่เป้าหมายปี 2030
ในด้านการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม เมื่อเดือนกันยายน 2025 ได้มีการเปิดดำเนินการอุทยานอุตสาหกรรมวิทยาศาสตร์สมองอย่างเป็นทางการเพื่อรวมทรัพยากรด้านนวัตกรรมเข้าด้วยกัน
Wang Tianfang ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเฉาหมู่ เทคโนโลยี ปักกิ่ง กล่าวถึงระบบนิเวศนี้ว่า ระหว่างกระบวนการผลิต วิจัย และพัฒนา บริษัทอาจเผชิญปัญหาขาดแคลนวัสดุสำคัญบางรายการ แต่สามารถแก้ปัญหาได้ด้วยการประสานงานกับบริษัทอื่น ๆ ระบบเช่นนี้ช่วยให้สถาบันวิจัย บุคลากร ตลาด และเงินทุนหมุนเวียนได้เต็มที่ เอื้อต่อการสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมที่แข็งแรง
ทั้งนี้ ทางการปักกิ่งตั้งเป้าหมายที่จะขยายการใช้งานเทคโนโลยี BCI ไปในสาขาการแพทย์, การฟื้นฟูสมรรถภาพ, อุตสาหกรรม และการศึกษา ภายในปี 2030 พร้อมทั้งตั้งเป้าเป็นศูนย์กลางนวัตกรรม BCI ที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันระดับโลก
เครดิต China Media Group (CMG)



