ในแต่ละวันเชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่เจอปัญหา “เงินหายแบบไม่รู้ตัว” ทั้งๆที่ไม่ได้ซื้อของแพงหรือใช้จ่ายอะไรฟุ่มเฟือย แต่หากมานั่งคิดดูแล้ว สาเหตุสำคัญของ “เงินหายไปไหน?” มาจากการใช้จ่ายเงินสะดวก ใช้ง่ายมากขึ้นในยุคดิจิทัล จนกลายเป็นปัญหา เงินออกไวจ่ายถี่ขึ้นมาก จนเกิดเป็นพฤติกรรมที่เรียกว่า ๆ “ไมโคร สเปนดิ้ง” หรือการใช้จ่ายทีละเล็กละน้อยแต่บ่อยครั้ง

“ไมโคร สเปนดิ้ง” สอดคล้องกับข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ระบุว่า ในปี 67 คนไทยมีการชำระเงินแบบดิจิทัลเฉลี่ยสูงถึงราว 650 ครั้งต่อคนต่อปี หรือเฉลี่ยคนละ 2 ครั้งต่อวัน ซึ่งการใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันนี้ ทำให้เราไม่ค่อยทันสังเกตว่าเงินถูกใช้ไปเท่าไร และสะสมไปเรื่อย ๆ จนกลายเป็นสาเหตุที่ทำให้หลายคนรู้สึกว่าเงินหายไปโดยไม่รู้ตัว

การจ่ายเงินหลักสิบหลักร้อยบ่อย ๆ จนชิน หรือ “ไมโคร สเปนดิ้ง” แม้แต่ละครั้งดูเหมือนไม่กี่บาท แต่พอรวมกันทั้งเดือนกลับกลายเป็นเงินก้อนใหญ่ที่หายไปเงียบ ๆ โดยตัวอย่างที่พบบ่อย คือ การกดเลือกส่งด่วนส่งเร็วในแอปสั่งอาหารเพราะคิดว่าจ่ายเพิ่มแค่ไม่กี่บาท ทั้งที่ไม่ได้รีบขนาดนั้น การกดสั่งซื้อเสื้อผ้าออนไลน์ตัวละไม่กี่ร้อยแต่ซื้อบ่อยจนลืมนับ หรือค่าสมาชิกที่ตอนแรกคิดว่าคุ้มค่า แต่กลับแทบไม่ได้ใช้และลืมยกเลิกจนโดนตัดเงินทุกเดือน ไปจนถึงค่ากาแฟ ค่าขนม ของจุกจิกที่คิดว่าใช้ไปก็ไม่เป็นอะไร 

แต่หากลองคำนวณคร่าว ๆ แค่ค่าขนมกินเล่นวันละ 50 บาท รวมทั้งปีก็ปาเข้าไปเกือบ 19,000 บาท พอบวกค่าสมาชิกอีก 3-4 บริการ ก็กลายเป็นเงินหลักหลายหมื่นต่อปี โดยที่ยังไม่รวมรายจ่ายอื่น ๆ ด้วยซ้ำ ที่สำคัญคือรายจ่ายเหล่านี้มักกระจายซ่อนอยู่ตามบัตรหลายใบและวอลเล็ตหลายแอป จึงแทบไม่มีใครเห็นยอดรายจ่ายจริงของตัวเอง ทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นว่าปัญหาสำคัญของการใช้จ่ายยุคนี้คือการ “มองไม่เห็น” ว่าหมดเงินไปกับอะไรบ้าง?

ความน่ากลัวของการใช้จ่ายทีละเล็กทีละน้อยแต่บ่อยๆถี่ๆ คือเล่นกับความรู้สึกเราโดยตรง แต่มักเผลอซื้อ เพราะคิดว่าเงินแค่นี้คงไม่กระทบกระเป๋า ยิ่งยุคนี้จ่ายง่ายผ่านระบบออนไลน์ก็ยิ่งใช้ไปโดยไม่ทันคิด พอทำซ้ำทุกวัน วันละหลายครั้ง ยอดรวมสิ้นเดือนก็สูงจนน่าตกใจ

พฤติกรรมแบบนี้ค่อย ๆ ทำให้เงินไหลออกไปเงียบ ๆ ทั้งที่คนไทยจำนวนมากแทบไม่มีเก็บอยู่เลย สะท้อนจากผลสำรวจของธนาคารแห่งประเทศไทยที่พบว่า บัญชีออมทรัพย์ของคนไทยกว่า 89% มีเงินเก็บไม่ถึง 50,000 บาท และมากถึง 77.3% มีเงินสำรองฉุกเฉินไม่เพียงพอ เมื่อเงินเก็บมีน้อยอยู่แล้ว การปล่อยให้เกิดรายจ่ายเล็ก ๆ ทุกวันจึงไม่ใช่เรื่องเล็กอีกต่อไป

ในปัจจุบันมีเครื่องมือตัวช่วยมากมายในการจดบันทึกรายรับ รายจ่าย อีกหนึ่งเครื่องมือที่น่าสนใจมีชื่อว่า “เหมียวจด” จากค่ายแบงก์สีเขียว บริษัท กสิกร เอกซ์ จำกัด ในเครือเคบีทีจี ของธนาคารกสิกรไทย ผู้พัฒนา “เหมียวจด” แอปจดบันทึกรายจ่ายอัตโนมัติ เข้าใจข้อจำกัดนี้ดี และรู้ว่าทางออกไม่ใช่การอดออม แต่คือการหันมาจัดการเงินของตัวเองแบบจริงจัง โดยเริ่มจากเรื่องง่ายที่สุดอย่างการทำให้รายจ่ายของตัวเอง “มองเห็นได้” เพราะจริง ๆ แล้วตัวเลขที่เราใช้มักสูงกว่าที่คิดเสมอ และทุกวันนี้รายจ่ายเรากระจายอยู่ทั้งในหลายแอป หลายบัตร หลายบัญชี จะมาไล่จดเองก็ตามไม่ไหว 

ดังนั้นตัวช่วยการจดรายจ่ายอัตโนมัติอย่างแอป “เหมียวจด” เลยเข้ามาช่วยตรงนี้ ด้วยระบบจดรายจ่ายอัตโนมัติที่รองรับแอปการเงินและธนาคารชั้นนำในไทยกว่า 20 แอป พร้อมฟีเจอร์จดรายจ่ายบัตรเครดิต รวมทุกการใช้เงินมาไว้ในที่เดียว คราวนี้จะโอนไวจ่ายเร็วผ่านแอป หรือรูดบัตรกระจายหลายใบก็ไม่มีรายการไหนหลุดสายตาอีกต่อไป แค่เห็นเงินตัวเองชัดทุกบาท ก็เท่ากับคุมเงินได้แล้วครึ่งทาง

นอกจากการจดรายจ่ายอัตโนมัติที่เป็นฟีเจอร์หลัก “เหมียวจด” ยังมีอีก 2 ฟีเจอร์ที่ช่วยคุมการใช้จ่ายได้ง่ายขึ้น อย่างแรกคือ ฟีเจอร์ Budget Alert” หรือการตั้งงบรายจ่าย ช่วยให้ผู้ใช้เริ่มสู้รายจ่ายจิ๋ว ๆ ด้วยหลัก Micro Budgeting ซึ่งก็คือการตั้งงบในหมวดหมู่หรือแฮชแท็กที่สนใจ เพื่อเปลี่ยนการใช้เงินตัวเองจากเรื่องเล็ก ๆ ก่อน เช่น ค่ากินนอกบ้านหรือค่าช้อปออนไลน์ พอยอดใกล้ถึงลิมิต แอปจะแจ้งเตือนให้รู้ตัวก่อนช็อตปลายเดือน พอคุมหมวดแรกได้แล้วค่อยขยายไปหมวดถัดไป

ส่วนอีกฟีเจอร์คือ “เหมียวดู” ที่เปลี่ยนตัวเลขการใช้จ่ายจริงให้เป็นสรุปการเงินที่อ่านง่าย ทำให้เห็นว่าแต่ละเดือนเงินไหลไปหมวดไหน ค่าอะไรที่ใช้เยอะเป็นพิเศษ และรายจ่ายจริงซ่อนอยู่ตรงไหนกันแน่ เพราะหลายครั้งเรารู้สึกว่าก็ใช้ปกติ จนได้เห็นข้อมูลจริงถึงรู้ว่าเงินหายไปกับอะไร เพียงเท่านี้การคุมเงินที่เคยปวดหัวก็ง่ายขึ้นเยอะ

การเงินที่ดีไม่ได้เริ่มที่การหาเงินเพิ่ม แต่เริ่มที่การจัดการเงินที่มีอยู่ให้เป็น และในวันที่การใช้จ่ายเงินเล็กๆน้อยๆแต่ถี่จนบานปลายกลายเป็นปัญหาในชีวิตประจำวันของทุกคน ดังนั้นสิ่งที่สำคัญเลยคือการเริ่มลดรายจ่ายยิบย่อยตั้งแต่วันนี้ เพราะจะเป็นก้าวแรกของการเงินที่ดีขึ้นในวันข้างหน้า!