อีกทั้งยังเป็นภาพสะท้อนราชประเพณีและสายสัมพันธ์อันแนบแน่นระหว่างราชสกุลและสถาบันพระมหากษัตริย์ เสมือนบันทึกประวัติศาสตร์แห่งความจงรักภักดีอีกครา
ก่อนหน้านี้ นับตั้งแต่ได้รับพระบรมราชานุญาตให้พสกนิกรลงนามถวายความอาลัยเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สมาชิกราชสกุลและราชินิกุล ทรงลงพระนาม และลงนามถวายความอาลัย ณ ห้องแดง อาคารหน่วยราชการในพระองค์ 904 ในพระบรมมหาราชวัง รวมทั้งร่วมเวรเฝ้ารับฟังการสวดพระอภิธรรมของพระพิธีธรรมพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงอย่างต่อเนื่อง

การที่ราชสกุลทุกมหาสาขาร่วมพิธีในช่วงเวลาดังกล่าว สะท้อนถึงสายสัมพันธ์แห่งสมาชิกราชสกุลวงศ์ รวมใจเป็นหนึ่งเดียวในห้วงเวลาแห่งการอาลัย ไม่เพียงแต่ความสัมพันธ์ทางการสืบสายพระราชวงศ์ หากแต่ยังรวมไปถึงบทบาทการถวายงานของราชสกุลต่าง ๆ ที่มีต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชวงศ์และราชสำนัก ตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย อาทิ งานด้านการเกษตร การทหาร การศึกษา ศิลปกรรม คมนาคม ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ฯลฯ สืบเนื่องมานับแต่อดีต แม้ในปัจจุบันสมาชิกราชสกุลต่าง ๆ หลายพระองค์ หลายท่านยังทำงานกับราชสำนัก และเป็นบุคลากรทั้งด้านการบริหารและปฏิบัติการในสังคม ทั้งในหน่วยงานภาครัฐและองค์กรเอกชน

จุลภัสสร พนมวัน ณ อยุธยา หนึ่งในสมาชิกราชสกุล “พนมวัน” ปัจจุบันเป็นนักวิชาการอิสระด้านศิลปวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์และวิทยากรพิเศษด้านศิลปวัฒนธรรมให้กับหน่วยงานและสถานศึกษาต่าง ๆ กล่าวว่า
“ธรรมเนียมปฏิบัติในอดีตสมัยกรุงรัตนโกสินทร์นั้น พระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลและถวายพระเพลิงพระบรมศพ เป็นการภายในราชสำนัก จัดขึ้นเฉพาะเจ้านายที่เป็นพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการในพระองค์เท่านั้น มิได้อนุญาตให้ประชาชนทั่วไปเข้ามาถวายบังคมพระบรมศพและถวายความอาลัยในพระบรมมหาราชวัง เพราะเป็นเขตพระราชฐาน จะกระทำได้ที่มณฑลพิธีท้องสนามหลวงภายหลังเสร็จสิ้นพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพแล้ว

ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ปรับรูปแบบการจัดงานพระบรมศพ พระราชทานพระบรมราชานุญาต ให้จัดพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลพระบรมศพและพระศพ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท และการพระราชพิธีออกพระเมรุ ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง ซึ่งถือเป็นพื้นที่นอกพระบรมมหาราชวัง และเปิดโอกาสให้สมาชิกราชสกุลและประชาชนร่วมถวายความอาลัยเป็นครั้งสุดท้าย”
จุลภัสสรยังได้เล่าเพิ่มเติมว่า “ต้นราชสกุลของผมคือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระพิพิธโภคภูเบนทร์ มีพระนามเดิมว่า พระองค์เจ้าพนมวัน เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาศิลา ทรงกำกับกรมพระนครบาล ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 3 และรัชกาลที่ 4 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทรงกำกับกรมพระคชบาล ดูแลงานด้านโยธา กระทั่งเมื่อต้นราชสกุลของผมสิ้นพระชนม์แล้ว งานในส่วนนี้ รัชกาลที่ 4 ก็ได้ทรงมอบหมายให้เจ้านายในราชสกุลกุญชร และราชสกุลทินกร ซึ่งเป็นพระอนุชาร่วมเจ้าจอมมารดาเดียวกันกับพระองค์เจ้าพนมวัน กำกับดูแลงานด้านคชบาลต่างพระเนตรพระกรรณต่อไป”

จากนั้นสมัยรัชกาลที่ 5 มีการจัดระเบียบการบริหารราชการแผ่นดินขึ้นใหม่ ทรงตั้งกระทรวง ทบวง กรม ขึ้นมาพัฒนาประเทศให้ทันยุคสมัยเฉกเช่นชาติตะวันตก สมาชิกราชสกุล ราชินิกุล ก็ยังได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยให้ดูแลงานด้านต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง จวบจนปัจจุบันที่ยุคสมัยเปลี่ยนไป บทบาทการถวายงานต่างพระเนตรพระกรรณองค์พระมหากษัตริย์ที่สืบทอดจากเจ้านายต้นราชสกุลมาจนถึงสมาชิกราชสกุลจะไม่เด่นชัดเหมือนเมื่อครั้งอดีต แม้จะมีสมาชิกราชสกุล หรือราชินิกุลบางส่วนยังคงถวายงานรับสนองเบื้องพระยุคลบาทโดยตรง และอีกจำนวนไม่น้อยที่ออกมารับราชการ หรือทำงานในบริษัทเอกชน ประกอบธุรกิจส่วนตัว ซึ่งทุกพระองค์และทุกคนยังคงทำหน้าที่ตามสาขาอาชีพของตนอย่างสุดความสามารถ

เมื่อทราบข่าวประกาศจากสำนักพระราชวังว่าสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงสวรรคต สมาชิกราชสกุลทุกมหาสาขาต่างก็มาร่วมถวายความอาลัยพร้อมกันในโอกาสนี้ จึงมิได้สะท้อนแต่เพียงความอาลัยและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้แล้ว แต่ยังเป็นสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นให้สมาชิกราชสกุลทุกคนได้ตระหนักในฐานะที่ได้รับเกียรติอันสูงยิ่งที่ได้กำเนิดร่วมราชสกุลวงศ์ และช่วยธำรงรักษา สืบสานโบราณราชประเพณีอันทรงคุณค่านี้ให้ดำรงอยู่สืบไป.