ทั้งนี้ มีพัฒนาการเป็นอย่างมากในการยกระดับของประเทศไทยจากการที่ทรงดำเนินการโครงการกำลังใจฯ โดยได้มีการยกระดับในการที่ประเทศไทย ภายใต้การนำในพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ได้เสนอให้มีการพัฒนามาตรฐานการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิง จึงเป็นที่มาของโครงการ “Enhancing Lives of Female Inmates” ซึ่งต่อมาได้รับการรับรองจากที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยที่ 65 (65th United Nations General Assembly – UNGA) ในวันที่ 21 ธันวาคม 2553 และได้รับการเรียกเพื่อเป็นเกียรติว่า “Bangkok Rules” หรือ “ข้อกำหนดกรุงเทพฯ”

สิ่งที่เป็นหัวใจของข้อกำหนดกรุงเทพฯ นั้นมีอยู่ 2 ประการ คือ 1. การพยายามพิจารณาใช้มาตรการลงโทษแบบอื่นๆ ที่ไม่ใช่การคุมขังในเรือนจำ 2. แต่หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ จำเป็นต้องคุมขังในเรือนจำจริงๆ สภาพแวดล้อมต่างๆ ในเรือนจำก็ต้องเอื้อให้ผู้ต้องขังมีคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งข้อกำหนดกรุงเทพฯ นี้ได้ขยายผลไปสู่ความพยายามในการเปิดมุมมองใหม่ว่าด้วยความเข้าใจที่มีต่อยาเสพติด การปรับเปลี่ยนอัตราโทษและแนวทางในการพิจารณาโทษ เพื่อเกิดการจัดการกับปัญหายาเสพติดอย่างสร้างสรรค์และมีมนุษยธรรม

อาจกล่าวได้ว่า ทรงเป็นทั้งนักวิชาการด้านกฎหมาย กระบวนการยุติธรรม และนักสหวิชาชีพ เป็นนักปฏิบัติที่มีความสนใจอย่างยิ่งยวด ในกระบวนการยุติธรรมและระบบงานยุติธรรม จึงเป็นผู้ให้การสนับสนุนในด้านการปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ของผู้ต้องขังในประเทศไทย โดยเฉพาะผู้ต้องขังที่ตั้งครรภ์ และเด็กติดผู้ต้องขังหญิง นอกจากนั้น ยังทรงเป็นผู้ที่ผลักดันด้านนโยบาย กลยุทธ์ และความริเริ่มต่างๆ ในการส่งเสริมสถานภาพสตรีการสนับสนุนและการปกป้องเด็กและเยาวชน รวมทั้งกระบวนการยุติธรรมในคดีเด็กและเยาวชนด้วย

ในด้านสิทธิและความต้องการในลักษณะเฉพาะของผู้ต้องขังหญิง ซึ่งกลายเป็นประเด็นที่หลายประเทศทั่วโลกให้ความสนใจอย่างมาก ทรงพระดำริในการดำเนินโครงการ “Enhancing Lives of Female Inmates” อันมีวัตถุประสงค์ในการผลักดันให้มี “ข้อกำหนดของสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงในเรือนจำ และมาตรการที่มิใช่การคุมขังสำหรับผู้กระทำความผิดหญิง” ขึ้นใหม่ ซึ่งเป็นการเสริมข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำ ค.ศ.1955 การริเริ่มดังกล่าวจึงได้กลายเป็นแนวทางในการเสริมสร้างบรรทัดฐานและมาตรฐานของสหประชาชาติในการป้องกันอาชญากรรมและกระบวนยุติธรรมทางอาญา

นอกจากการช่วยเหลือในกลุ่มผู้ต้องขังหญิง และผู้หญิงและเด็กที่ตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงแล้ว ยังทรงพระดำริในการที่จะช่วยเหลือผู้ต้องขังชายด้วย โดยในปี 2553 ทรงพระดำริในการน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 มาปรับใช้กับผู้ต้องขังก่อนปล่อยออกจากเรือนจำ โดยทรงตระหนักว่า ผู้ต้องขังบางคนทำผิดเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ไม่รู้จักวิธีการดำรงชีวิต หากผู้ต้องขังมีความรู้ ความคิด และทัศนคติที่อยู่บนความพอเพียง และได้ความรู้ในด้านอาชีพติดตัวไปก่อนพ้นโทษจะเป็นการติดอาวุธทางจิตใจและปัญญาให้กับผู้ต้องขังให้มีความเข้มแข็งด้านจิตใจ และทนต่อแรงกดดันของสังคมภายนอกได้โดยไม่หวนกลับไปทำผิดซ้ำอีก

ด้วยพระวิริยะในพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ในการส่งเสริมศักดิ์ศรี และความยุติธรรมให้แก่ผู้ต้องขัง จึงนำไปสู่การดำเนินโครงการ “กำลังใจ” หรือ “Inspire” โดยวัตถุประสงค์หลักของโครงการนี้คือ การส่งเสริมการให้กำลังใจ การให้โอกาส รวมทั้งการสงเคราะห์อื่นๆ ที่จำเป็นแก่ผู้ต้องขังผู้กระทำความผิด และผู้ถูกคุมความประพฤติในประเทศไทย ขณะเดียวกันทรงส่งเสริมให้สังคมไทยเป็นสังคมที่พร้อมจะเป็นกำลังใจ และให้โอกาสแก่ผู้ที่เคยก้าวพลาดให้กลับมาดำรงชีวิตเป็นคนดีของสังคมได้อย่างปกติสุข ดังนั้นแรงขับเคลื่อนและความตระหนักในเรื่องดังกล่าวจึงได้รับการพัฒนาขึ้นในสังคมไทย

โครงการกำลังใจฯ ก่อตั้งขึ้น เมื่อวันที่ 31 ต.ค. 2549 ณ ทัณฑสถานหญิงกลาง กรุงเทพมหานคร แรกเริ่มนั้นทรงโปรดให้วิทยาลัยพยาบาล สภากาชาดไทย เข้ามาดำเนินงานภายใต้พระดำริที่จะปรับปรุงคุณภาพชีวิตและเตรียมความพร้อมให้แก่ผู้ต้องขังที่ตั้งครรภ์และทารกที่เกิดในเรือนจำ และเมื่อโครงการดังกล่าวนี้ได้ขยายไปสู่เรือนจำอื่น ๆ ทั่วประเทศ ระดับของการช่วยเหลือก็ขยายไปสู่การฝึกอาชีพให้กับผู้ต้องขังหญิงในเรือนจำต่างๆ อันเป็นการเตรียมความพร้อมในการกลับสู่สังคมด้วย

ในการน้อมนำแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในเรือนจำนั้น นอกจากจะมีการอบรมทางด้านแนวทางทัศนคติที่ควรมีในการใช้ชีวิต ยังมีความพยายามทำให้เกิดการปฏิบัติอันเป็นรูปธรรมด้วยการอบรมการทำเกษตรอินทรีย์ ซึ่งต่อมาได้มีการขยายผลเพิ่มเติมเป็นโครงการพัฒนาระบบการผลิตมาตรฐานเกษตรอินทรีย์สำหรับเรือนจำชั่วคราว จนกระทั่งเรือนจำนำร่องโครงการทั้ง 4 แห่งได้รับมาตรฐานสินค้าเกษตร มกษ. 9000 เล่ม 1-2552 ส่วนพืชผักจากโครงการก็ได้ออกสู่ตลาดภายใต้แบรนด์ “Inspire กำลังใจ” และในเวลาต่อมา ผลิตภัณฑ์ชาใบหม่อนอินทรีย์ของเรือนจำชั่วคราวแคน้อย จังหวัดเพชรบูรณ์ ก็ได้รับการรับรองมาตรฐานการผลิตสินค้าอินทรีย์ตามมาตรฐานสากล

นอกจากนี้ โครงการกำลังใจฯ ยังได้เล็งเห็นถึงปัญหาในเรื่องของทุนในการประกอบอาชีพ กล่าวคือ เมื่อผู้ต้องขังพ้นโทษมาแล้ว แม้จะมีความรู้ในการประกอบอาชีพติดตัวมาจากการอบรมในเรือนจำ แต่ก็ยังอาจเป็นการยากในการหาเงินทุนเพื่อแปรเปลี่ยนความรู้ที่ตนมีเป็นการประกอบอาชีพหาเลี้ยงตนเอง จึงได้มีการประชุมร่วมกับคณะกรรมการบริหาร “กองทุนตั้งตัวได้” ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2555 เพื่อร่วมกันหาแนวทางในการมอบทุนให้กับผู้ต้องขัง จากเดิมที่กองทุนดังกล่าวเน้นการให้ทุนกับผู้ที่ศึกษาในระดับอาชีวศึกษาและอุดมศึกษา หรือจบการศึกษามาไม่เกิน 5 ปี

ต่อมา มีการจัดตั้งโครงการนำร่อง “ศูนย์การเรียนรู้ดอยฮาง” หรือ “ดอยฮาง Model” ขึ้นที่เรือนจำชั่วคราวดอยฮาง จังหวัดเชียงราย ซึ่งพัฒนาขึ้นตามศาสตร์แห่งพระราชา “เข้าใจ-เข้าถึง-พัฒนา” มุ่งสร้างสมดุลระหว่างชีวิตกับสังคมบนหลัก 3S คือ Survival (การอยู่รอด) Suff iciency (ความพอเพียง) และ Sustainability (ความยั่งยืน)
ดอยฮาง โมเดล แบ่งเป็น 3 ระยะ คือ ปรับทุกข์-ผูกมิตร : สร้างความสัมพันธ์ในกลุ่มเพื่อเรียนรู้ผู้อื่นและสะท้อนตัวเอง, ถอดรื้อ-สร้างใหม่: สะท้อนเหตุที่นำไปสู่การใช้ยาเสพติด เสริมสร้างกำลังใจสู่ชีวิตใหม่ และดูแลต่อเนื่อง: ภาคีเครือข่ายรวมทั้งบุคคลแวดล้อมร่วมกันดูแลผู้ต้องขังด้วยกัน

ในดอยฮาง Model นี้ ผู้ต้องขังจะเป็น “แอคทีฟ เลิร์นเนอร์” การเรียนรู้อย่างมีส่วนร่วม ทั้งนี้ สิ่งสำคัญก็คือ ต้องมีการคัดกรองผู้ต้องขังที่ปรารถนาจะได้รับประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ของโครงการจริงๆ และในส่วนของผู้คุมนั้นจะต้องสวมบทบาทของผู้เสริมสร้างวิธีคิดและประสานประโยชน์กับภาคีเครือข่ายภายนอก ทั้งเพื่อสามารถสร้างอาชีพที่เหมาะสมแก่ตัวผู้ต้องขัง มีตลาดรองรับ รวมทั้งสร้างความรู้ความเข้าใจให้สังคมภายนอกยอมรับและให้โอกาสในตัวผู้ต้องขังที่พ้นโทษไปแล้ว นอกจากนี้ ยังมีความพยายามในการทำให้อดีตผู้ต้องขังซึ่งพ้นโทษไปแล้วและสามารถตั้งตัวได้รวมตัวกันเป็นกลุ่มช่วยเหลือ (peer support) เพื่อคอยประคับประคองชีวิตและจิตใจของผู้พ้นโทษที่ยังไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับชีวิตนอกเรือนจำได้ เพราะน่าจะเป็นกลุ่มที่เข้าอกเข้าใจผู้ต้องขังได้ดีที่สุด ทั้งยังเป็นผู้ที่สามารถนำเอาความรู้ที่ได้รับการอบรมมาไปใช้ได้ผลในชีวิตจริง

ปัจจุบันโครงการกำลังใจฯ ได้ดำเนินการเปิดโครงการในเรือนจำและทัณฑสถานหญิงไปแล้ว 20 แห่งทั่วประเทศ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ได้เสด็จติดตามความคืบหน้าการดำเนินงาน พร้อมกับพระราชทาน “กำลังใจ” ให้กับผู้ต้องขังเสมอมา
เมื่อสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงทราบถึงปัญหาของผู้ต้องขังที่มาจากเรื่องความอ่อนไหวของจิตใจ และความพึงพอใจส่วนตัว จึงได้พระราชทานให้มีการดำเนินกิจกรรมสร้างความเข้มแข็งภายในจิตใจด้วยการนมัสการให้พระครูภาวนาวิริยวัฒน์ เจ้าอาวาสวัดป่าพุทธพจน์หริภุญไชย จ.ลำพูน มาดำเนิน “โครงการพัชรธรรม” ซึ่งจากการติดตามผลการดำเนินงานตามโครงการพัชรธรรม พบว่าหลักธรรมจากพระครูภาวนาวิริยวัฒน์ได้ช่วยสร้างความเข้มแข็งและความมีสติ รู้จักผิด รู้จักชอบมากขึ้น.

ทูตสันถวไมตรี : ยุติความรุนแรง
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงงานด้านการช่วยเหลือผู้ต้องขังหญิง เป็นที่ประจักษ์แก่คนในประเทศและนานาชาติ ทำให้องค์การระหว่างประเทศในด้านผู้หญิง กองทุนการพัฒนาเพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติ หรือ “UNIFEM” ซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งขององค์การสหประชาชาติได้กราบทูลเชิญเป็นองค์ทูตสันถวไมตรีในการรณรงค์ต่อต้านความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็กในปี 2552 การนี้ ทรงรับเป็น “ทูตสันถวไมตรี” ทรงปฏิบัติภารกิจแรก ทรงเป็น “พรีเซ็นเตอร์” เชิญชวนให้ทุกคนหันมาให้ความสำคัญเรื่องการยุติความรุนแรงต่อผู้หญิง โครงการ Say NO to Violence against Women ในประเทศไทย
ด้วยพระองค์ทรงตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นต่อผู้หญิง โดยมีพระดำรัสตอนหนึ่งว่า “ปัญหาความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็ก ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน เป็นปัญหาส่วนรวม ไม่ใช่ปัญหาส่วนตัว ผู้หญิงที่เป็นเหยื่อความรุนแรงต้องทนทุกข์ทั้งทางกาย และจิตใจ รวมถึงความสามารถในการหาเลี้ยงชีพ ความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็กมีหลายรูปแบบ ทั้งทางร่างกายและจิตใจ รวมไปถึงการละเมิดทางเพศ และปัญหาด้านเศรษฐกิจ ซึ่งความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็กเป็นปรากฏการณ์สากล ไม่ได้จำกัดในสังคม ชนเผ่า หรือวัฒนธรรมอันใดอันหนึ่งเท่านั้น ที่สำคัญที่สุดความรุนแรงต่อผู้หญิงไม่ใช่การกระทำที่ไม่มีที่มาที่ไป แต่เป็นการกระทำที่มีรากฝังลึกมาจากทัศนคติทางสังคมและวัฒนธรรมซึ่งสร้างให้เกิดความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ไม่เท่าเทียมกันระหว่างหญิงชาย ในหลายสังคม รวมถึงสังคมไทย ดังนั้นจึงจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขปัญหาอย่างละเอียดอ่อนและจริงจัง เพื่อนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงทัศนคติและพฤติกรรม ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนรวมถึงความตั้งใจจริงของทุกฝ่ายในสังคม”
ปรากฏว่า จากการรณรงค์สามารถรวบรวมรายชื่อผู้ที่เห็นด้วย กับการต่อต้านความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็กได้มากกว่า 3 ล้านรายชื่อ จากทั้งหมด 5 ล้านรายชื่อในโลก.