จากกรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้ดำเนินการสอบสวนคดีพิเศษที่ 24/2568 กรณี การสมคบกันในความผิดฐานฟอกเงินของบุคคลหรือคณะบุคคลที่กระทำความผิดฐานอั้งยี่ฯ ตามมาตรา 209 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง หรือคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. นานกว่า 9 เดือน นับแต่วันที่ 6 มี.ค. 68 ซึ่งคณะกรรมการคดีพิเศษ (บอร์ด กคพ.) มีมติให้รับเป็นคดีพิเศษ โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้มีการสอบปากคำพยานที่เกี่ยวข้องไปหลายร้อยคน มีการจัดทำเหตุการณ์จำลองทั้งสถานที่ใช้ในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) และกระบวนการคัดเลือก พร้อมขอรับภาพเคลื่อนไหวจากกล้องวงจรปิดที่เกี่ยวข้องในวันเกิดเหตุจากหลายหน่วยงาน มีการตรวจสอบร่องรอยทางการเงินพบว่ามีความเชื่อมโยงกัน 1,200 คน จาก 45 จังหวัด

อย่างไรก็ดี เพื่อพิสูจน์ทราบความสัมพันธ์ของกลุ่มขบวนการจึงได้มีการตรวจสอบข้อมูลโทรศัพท์ และจากข้อมูลการสืบสวนพบว่ายังมีผู้ช่วยสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกวุฒิสภาเกี่ยวข้องในพื้นที่ 45 จังหวัด เป็นเหตุให้คณะพนักงานสอบสวน ออกหมายเรียกพยานแก่อดีตผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา จำนวน 1,200 ราย เพื่อเข้ามาให้ข้อมูลเพิ่มเติม และเนื่องด้วยคดีมีพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องค่อนข้างมาก อธิบดีฯ จึงได้มอบหน่วยงานภายในสังกัดรวม 10 กองคดีที่เป็นคณะพนักงานสอบสวน เร่งดำเนินการสอบสวนปากคำพยานทั้ง 1,200 คนให้แล้วเสร็จ

ต่อมาพบว่าบางรายจังหวัด อาทิ จ.บุรีรัมย์ พยานกลับไม่ให้ความร่วมมือเข้าพบพนักงานสอบสวน และยังมีข้อครหาจากพยานในจังหวัดอำนาจเจริญ จังหวัดขอนแก่น ที่ทำหนังสือร้องเรียนมายังอธิบดีฯ ว่าในการให้ถ้อยคำต่างๆ กับพนักงานสอบสวน พยานอ้างว่าถูกข่มขู่ บังคับให้รับสารภาพ จนอธิบดีฯ ได้สั่งการตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าถ้อยคำให้การของพยานถือเป็นการให้การเท็จต่อพนักงานสอบสวนหรือไม่ เพราะครั้งแรกให้การอย่างหนึ่ง แต่มากลับคำให้การในตอนหลัง รวมถึงถูกข่มขู่บังคับรับสารภาพเพื่อให้ถูกกันไว้เป็นพยานในคดีจริงหรือไม่

กระทั่งล่าสุดในการสอบสวนรวยรวมพยานหลักฐาน คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ พบเส้นทางการเงินของบุคคล รวมจำนวน 8 ราย ประกอบด้วย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ตัวจริง 2 ราย และเครือข่ายพรรคการเมืองดัง 6 ราย ที่มีความผิดตามกฎหมายฟอกเงิน พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 209 ฐานกระทำความผิดอั้งยี่ฯ และได้ออกหมายเรียกผู้ต้องหาทั้ง 8 ราย ให้เข้ารับทราบข้อกล่าวหา เพื่อชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ตามที่มีการรายงานข่าวไปอย่างต่อเนื่องแล้วนั้น

ความคืบหน้าวันที่ 17 ธ.ค. ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานภายในกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ว่า ภายหลังจากเมื่อวันที่ 28 พ.ย. ที่ผ่านมา คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ และพนักงานอัยการสำนักงานการสอบสวน ร่วมเป็นคณะพนักงานสอบสวน ได้มีการประชุมหารือร่วมกันในประเด็นบุคคลที่เกี่ยวข้องกับขบวนการฮั้ว สว. ซึ่งจากการสอบปากคำพยานหลายปาก และรวบรวมพยานหลักฐาน โดยเฉพาะเส้นทางการเงินในห้วงเวลาก่อนการเลือก สว. ระหว่างเลือก สว. และภายหลังเสร็จสิ้นการเลือก สว. พบมีการรับโอนเงินระหว่างกันแบบผิดปกติ ถี่และบ่อยครั้ง อีกทั้งยังมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงเกี่ยวข้องกันในเชิงต่างตอบแทน เมื่อบุคคลนั้นได้รับเลือกเป็น สว.ระดับประเทศ จึงพบว่า มีผู้ที่เข้ามาเกี่ยวข้องโดยมีหลักฐานยืนยันชัดเจนในพฤติการณ์ รวมจำนวนเบื้องต้น 8 ราย จากการกระทำความผิดทางอาญาฐานอั้งยี่และฟอกเงินที่เกี่ยวข้องกับการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ซึ่งคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ได้มีการออกหมายเรียกผู้ต้องหาทั้ง 8 รายไปแล้ว เพื่อให้เข้ามารับทราบข้อกล่าวหาและชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาฟอกเงิน

อย่างไรก็ดี ทั้งหมดได้ชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาเป็นลายลักษณ์อักษร แต่ส่วนใหญ่ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา และยืนยันว่าตนไม่ได้มีส่วนรู้เห็นกับขบวนการฮั้ว สว. จึงทำให้เมื่อคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ทั้งดีเอสไอและพนักงานอัยการ ได้ร่วมกันตรวจทานคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาแล้ว แต่ก็พบว่าในรายละเอียดการชี้แจงไม่สามารถหักล้างข้อกล่าวหาและพยานหลักฐานการอั้งยี่และฟอกเงินได้ จึงมีมติเห็นพ้องกัน ให้สรุปสำนวนส่งฟ้องผู้ต้องหาล็อตแรก จำนวน 8 ราย ไปยังพนักงานอัยการคดีพิเศษ เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนของอัยการต่อไป

ทั้งนี้ ผู้ต้องหาลอตแรก จำนวน 8 ราย ที่คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษดีเอสไอและพนักงานอัยการ สำนักงานการสอบสวน ได้มีมติส่งฟ้องไปยังพนักงานอัยการคดีพิเศษ ประกอบด้วย 1.น.ส.นิสิตา หมั่นชัย (เครือข่ายของพรรคการเมืองใหญ่) 2.นายสุบิน ศักดา (นักการเมืองท้องถิ่นในจังหวัดนครศรีธรรมราช) 3.นายวรพจน์ ตั้งพันเพียร (ผู้บริหาร) 4.นางผกามาศ ไทยนุกูล 5.น.ส.อัจฉราพรรณ หอมรส (สมาชิกวุฒิสภาตัวจริง จังหวัดสุราษฎร์ธานี) 6.นายวงศกร ชนะกิจ อดีตผู้สมัคร สส.พรรคภูมิใจไทย 7.น.ส.มาเรีย เผ่าประธาน (สมาชิกวุฒิสภาตัวจริง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์) และ 8.นายเลิศศักดิ์ ปนกลิ่น (นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดพังงา).