สืบเนื่องจากข้อสั่งการของ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม ในฐานะพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.ก.แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 3/2569 ลงวันที่ 20 มี.ค. 69 ให้เร่งรัดตรวจสอบข้อเท็จจริง หาสาเหตุและป้องกันการกักตุนน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างเด็ดขาด โดยได้มีการมอบหมายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ สนธิกำลังแลกเปลี่ยนข้อมูลและลงพื้นที่ขยายผลเก็บพยานหลักฐานกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นกรมธุรกิจพลังงาน กรมเจ้าท่า ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเล กรมสรรพสามิต กรมการค้าภายใน พลังงานจังหวัด พาณิชย์จังหวัด ก่อนมีการรับเป็นเรื่องสืบสวน และมีบางส่วนรับเป็นคดีพิเศษ เพื่อตรวจสอบบริษัทคลังน้ำมันและศูนย์กระจายน้ำมันต่าง ๆ ทั่วประเทศไทย ตามที่ได้มีการนำเสนอข่าวไปอย่างต่อเนื่องแล้วนั้น
เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 21 พ.ค. “ทีมข่าวอาชญากรรมเดลินิวส์” ได้รับรายงานว่า เมื่อวันที่ 11 พ.ค. 69 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้มีการเซ็นคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 138/2569 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการดำเนินงานตามมาตรการแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง อันเนื่องมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยตามที่ได้ปรากฏเหตุการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งนำไปสู่ภาวะการขาดแคนน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศ ต่อมานายกรัฐมนตรีได้กำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคนน้ำมันเชื้อเพลิงอันเนื่องมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และได้มีการแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามมาตรการดังกล่าวนั้น
เพื่อให้การติดตามและตรวจสอบการดำเนินงานตามมาตรการดังกล่าวเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและบรรลุตามวัตถุประสงค์ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 (6) แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 จึงแต่งตั้งคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการดำเนินงานตามมาตรการแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง อันเนื่องมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยมีองค์ประกอบหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้ 1.ติดตามและตรวจสอบการดำเนินงานตามมาตรการแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง อันเนื่องมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เพื่อให้เป็นไปตามมาตรการที่กำหนด 2.ติดตามและตรวจสอบการดำเนินงานของหน่วยงานของรัฐเกี่ยวกับมาตรการดังกล่าว หากพบข้อบกพร่องหรือข้อขัดข้องในการดำเนินงาน ให้เสนอแนะมาตรการหรือแนวทางแก้ไขต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาสั่งการต่อไป 3.เชิญส่วนราชการ หน่วยงาน หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อเท็จจริงหรือข้อมูลเพื่อประกอบการติดตาม และตรวจสอบการดำเนินงานตามมาตรการแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงอันเนื่องมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง 4.แต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงานเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของคณะกรรมการได้ตามความจำเป็นและเหมาะสม และ 5.ดำเนินการอื่นได้ตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย

แหล่งข่าวระดับสูง เปิดเผยว่า สำหรับบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการดำเนินงานตามมาตรการแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง อันเนื่องมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง จากคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี จะเห็นได้ว่ามีการมอบหมายให้เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งถือเป็นพนักงานสอบสวนเก่า และเป็นคนกลางในงานสืบสวนสอบสวนมานานกว่า 20 ปี มาเป็นประธานกรรมการ นอกจากนี้ ยังมีการมอบหมายให้รองผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติท่านหนึ่งมาเป็นรองประธานกรรมการ และยังดึงความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ และพนักงานสอบสวนตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มาร่วมเป็นกรรมการ ซึ่งหน้าที่หลัก ๆ คือ การเสนอมาตรการที่ป้องกันการกักตุนน้ำมัน และมาตรการทางอาญาสำหรับบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดตั้งแต่ต้นน้ำยังปลายน้ำ กล่าวคือ ตรวจสอบข้อมูลสรุป ตั้งแต่น้ำมันออกจากโรงกลั่น เรือขนส่ง ไปคลังน้ำมัน รถบรรทุก ไปส่งยังสถานีผู้ให้บริการปั๊มน้ำมัน ก่อนถึงผู้ใช้บริการ มีขั้นตอน มีการดำเนินการอย่างไรบ้าง เกี่ยวข้องกับคนกี่กลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นมิตินโยบายหรือการปฏิบัติงาน โดยเฉพาะหากในอนาคตมีการปรับลดอัตราชดเชยน้ำมันเชื้อเพลิงขึ้นอีก จะมีแนวทางอย่างไร รวมไปถึงว่าหน่วยงานที่ดำเนินการตรวจสอบอยู่นั้นได้ปฏิบัติถูกต้องหรือไม่ หรือมีหน่วยงานภาครัฐไปเกี่ยวข้อง เอื้อประโยชน์ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ช่วยเหลือให้การสนับสนุน หรือได้ปฏิบัติตามนโยบายหรือไม่

แหล่งข่าวระดับสูง เผยอีกว่า อีกบทบาทสำคัญของคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการดำเนินงานตามมาตรการแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง คือ สามารถเสนอนายกรัฐมนตรี เพื่อขอส่งเรื่องให้หน่วยงานเกี่ยวข้องไปดำเนินคดีอาญาและแพ่งต่อกลุ่มบุคคลและหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องได้เช่นเดียวกัน ไม่ว่ารายนั้นที่กระทำผิดจะเป็นหน่วยงานรัฐ เจ้าหน้าที่รัฐ นักการเมืองรายใดไปเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดคดีกักตุนน้ำมัน ให้ปิดชื่อถือพฤติกรรมเป็นหัวใจสำคัญตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี เพราะคณะกรรมการฯ ก็ต้องดูว่าข้อเท็จจริงที่เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบกันอย่างเข้มข้นอยู่นั้น ยังมีส่วนข้อมูลที่ขาดเหลือ หรือครอบคลุมมิติใด พร้อมย้ำว่า คณะกรรมการฯ สามารถขอติดตามดูความคืบหน้าทางคดีได้ ว่าดำเนินการไปถึงขั้นตอนใดแล้วบ้าง แต่จะไม่ใช่การขอดูสำนวนการสอบสวนแต่อย่างใด
ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานเพิ่มเติมว่า คณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการดำเนินงานตามมาตรการแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง อันเนื่องมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ประกอบด้วย 1.นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นประธานกรรมการ 2.นายกมลสิษฐ์ วงศ์บุตรน้อย รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เป็นกรรมการ 3.พล.ต.ท.ศิร์ธัชเขต ครูวัฒนเศรษฐ์ จเรตำรวจ เป็นกรรมการ 4.พล.ต.ท.อรรถสิทธิ์ สุดสงวน จเรตำรวจ เป็นกรรมการ 5.พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค กรมสอบสวนคดีพิเศษ เป็นกรรมการ 6.พ.ต.ต.เกรียงไกร สืบสัมพันธ์ ผอ.กองปฏิบัติการคดีพิเศษภาค กรมสอบสวนคดีพิเศษ เป็นกรรมการ 7.นายพงษธร อินอำนวย ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านคดีการค้ามนุษย์และคดียาเสพติด กรมสอบสวนคดีพิเศษ เป็นกรรมการ 8.พ.ต.อ.สัญญา เนียมประดิษฐ์ รองผู้บังคับการกองการต่างประเทศ เป็นกรรมการ และ 9.ร.ต.อ.เขมชาติ ประกายหงษ์มณี ผอ.กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ เป็นกรรมการและเลขานุการ อนึ่ง การประชุมนัดแรกจะเกิดขึ้นในวันศุกร์ที่ 22 พ.ค. 69 เวลา 08.00 น. ที่ กระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ.



