เมื่อวันที่ 20 ก.ค. พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. พร้อมด้วย พล.ต.ต.ธีรชาติ ธีรชาติธำรง ผบก.ปพ. และ พ.ต.อ.อภิชน ขันกา ผกก.4 บก.ปพ. สั่งการให้ พ.ต.ท.ไพบูลย์ พิมพ์กำเนิด สว.กก.4 บก.ปพ. นำกำลังเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน กก.4 บก.ปพ. ร่วมกันจับกุม นายภานุเดช หรือ “อาม” (สงวนนามสกุล) อายุ 23 ปี ชาว จ.เพชรบูรณ์ ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่ จ.965/2568 ลงวันที่ 14 สิงหาคม 2568 ในความผิดฐาน “เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน, นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จฯ และยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝาก (บัญชีม้า)” ได้ที่บริเวณสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ แขวงและเขตจตุจักร กรุงเทพฯ เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา

สืบเนื่องจากเมื่อช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ได้มีแก๊งคอลเซ็นเตอร์โทรศัพท์ไปหาผู้เสียหาย โดยแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ (DSI) ข่มขู่ว่าผู้เสียหายมีเส้นทางการเงินพัวพันกับคดีฟอกเงินระดับชาติ พร้อมทั้งพูดจาเร่งรัดและอ้างข้อกฎหมายห้ามนำเรื่องไปบอกคนอื่น จนทำให้ผู้เสียหายเกิดความตื่นตระหนกตกใจ กลัวจะถูกดำเนินคดี จึงยอมโอนเงินในบัญชีทั้งหมดจำนวน 26,691 บาท ไปให้กลุ่มคนร้ายอ้างว่าเพื่อนำไปตรวจสอบและจะโอนคืนให้ภายหลัง แต่สุดท้ายกลุ่มคนร้ายกลับเงียบหายและไม่สามารถติดต่อได้อีกเลย ผู้เสียหายจึงรู้ตัวว่าถูกหลอกและเข้าแจ้งความผ่านระบบออนไลน์

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนคอมมานโด สืบทราบว่า นายภานุเดช หรืออาม ซึ่งเป็นเจ้าของบัญชีม้าที่รับโอนเงินจากเหยื่อ กำลังเดินทางด้วยรถไฟหลบหนีเข้าสู่พื้นที่กรุงเทพมหานคร จึงได้วางกำลังดักซุ่มรออยู่บริเวณสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ กระทั่งพบตัวนายภานุเดชมีรูปพรรณตรงตามหมายจับ จึงแสดงตัวเข้าจับกุมได้ในที่สุด

จากการสอบสวนเบื้องต้น นายภานุเดช ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยอ้างว่า ช่วงปี 2567-2568 ตนไปทำงานอยู่ที่พัทยา ต่อมาแฟนสาวได้ชักชวนให้เข้ากลุ่มจัดหาบัญชีม้า และโน้มน้าวให้ตนตกลงขายบัญชีธนาคารเพื่อแลกกับเงินค่าจ้างกว่า 20,000 บาท จากนั้นตนและพวกอีกประมาณ 5 คน ได้ลักลอบเดินเท้าข้ามฝั่งไปยังประเทศกัมพูชาผ่านช่องทางธรรมชาติ โดยมีคนจีนเป็นผู้เคลียร์ทางให้ เมื่อไปถึงปอยเปต กลับถูกหักหลังจับขังไว้ในห้องแคบๆ นานถึง 15 วัน เพื่อรอสแกนใบหน้าทำธุรกรรม เมื่อเสร็จสิ้นแก๊งคนจีนจึงปล่อยตัวกลับไทย และให้เงินมาเพียง 10,000 กว่าบาทเท่านั้น
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่จึงนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.กาญจนดิษฐ์ จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมทั้งขยายผลผู้ร่วมขบวนการและแก๊งคอลเซ็นเตอร์มาดำเนินคดีต่อไป.



