สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 20 ก.ค. ว่า ราคาน้ำมันเบนซินค้าปลีกเฉลี่ยทั่วประเทศปรับตัวสูงขึ้นกว่า 30% นับตั้งแต่สหรัฐและอิสราเอลโจมตีอิหร่าน เมื่อปลายเดือน ก.พ. โดยในวันจันทร์ (20 ก.ค.) ราคาน้ำมันเฉลี่ยหน้าปั๊มอยู่ที่ 4.0030 ดอลลาร์สหรัฐต่อแกลลอน (ราว 134.60 บาท) ตามข้อมูลจากสมาคมยานยนต์อเมริกัน (เอเอเอ)
ก่อนหน้านั้น ราคาน้ำมันเคยแตะระดับนี้ครั้งล่าสุดเมื่อปลายเดือน มี.ค. หลังอิหร่านระงับการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ก่อนที่ราคาลดลงต่ำกว่าระดับนั้นในเดือน มิ.ย. หลังจากสหรัฐและอิหร่านลงนามในบันทึกความเข้าใจเพื่อยุติสงคราม
US pump prices cross $4 again on renewed fighting in the Middle East https://t.co/Nwz0D5pMVQ https://t.co/Nwz0D5pMVQ
— Reuters (@Reuters) July 20, 2026
ราคาน้ำมันเบนซินปรับตัวสูงขึ้นพร้อมกับราคาน้ำมันดิบ ซึ่งพุ่งขึ้นประมาณ 16% ในสัปดาห์นี้ หลังการล่มสลายของข้อตกลงหยุดยิงระหว่างรัฐบาลวอชิงตันและเตหะราน ในช่วงต้นเดือน ก.ค.
อนึ่ง ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงขายปลีกและราคาน้ำมันดิบ มักจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน เนื่องจากวัตถุดิบน้ำมันดิบเป็นต้นทุนหลักในการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิง นอกจากนั้น ยังได้รับแรงหนุนจากการสูญเสียกำลังการกลั่นของรัสเซีย เนื่องจากยูเครนเพิ่มการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน
มากไปกว่านั้น ปริมาณสำรองที่ต่ำลงของน้ำมันเชื้อเพลิงในสหรัฐ ยังได้ส่งผลให้ราคาพุ่งสูงขึ้น โดยข้อมูลจากรัฐบาลแสดงให้เห็นว่า ปริมาณสำรองของสหรัฐอยู่ที่ 210.5 ล้านบาร์เรล ในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีประมาณ 1.5 ล้านบาร์เรล.
เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : REUTERS



