กลายเป็นประเด็นที่คนให้ความสนใจอย่างมาก สำหรับนักร้องสาวและคุณแม่ลูกสอง “เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น” หรือ “รัชนก สุวรรณเกตุ” หลังจากตัดสินใจประกาศยกเลิกโปรเจกต์มหกรรมตลาด “เทศกาลเจนนี่ 5 ภาค” ทั้งที่มีแบรนด์จองบูธไว้กว่า 50 เจ้า และบางบูธมีราคาสูงถึง 1 ล้านบาท ตามที่ข่าวเคยเสนอไปแล้วนั้น

ล่าสุดในงาน 2025 Thailand Headlines Person of the year เจนนี่ได้ออกมาเปิดใจถึงเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจที่ทำเอาหลายคนมองว่าเธอกำลังขาลงหรือไม่ โดย เจนนี่ เผยว่า “ล่าสุดที่เราต้องยกเลิกโปรเจกต์ตลาดเทศกาลเจนนี่ เอาจริงๆ เรากลัวลูกค้าไม่คุ้ม แล้วก็ที่สำคัญคือเรารู้สึกว่าเราโหมงานมาหนักประมาณ 2-3 เดือน มันควรที่จะพักได้แล้ว รวมถึงลูกสาว 2 คนที่เรารู้สึกว่าเราห่างเหินกับลูกคนเล็กมากเลย เราไม่ได้เลี้ยงเหมือนลูกคนโต แล้วเกิดว่าถ้าเราทำบูธ 5 ภาค 5 เดือนจริงๆ แล้วคงไม่มีเวลาให้ครอบครัวเลย อีกอย่างยอดคนดูที่เคยดูหลักแสนตอนนี้มันถึงหลักหมื่นหลักพันแล้วก็คิดว่าการที่เราขายงานลูกค้าไป เรารู้สึกว่ากลัวว่าเขาจะไม่คุ้ม แล้วรู้สึกว่าขอตัวไปตั้งหลักและคิดใหม่ให้มันพอดีกับสิ่งที่เรารู้สึกว่าลูกค้าจะได้รับสิ่งที่ดีที่สุดก็จะดีกว่า คือเรารู้สึกว่าจัดไปก็อาจจะมีสิทธิโดนดราม่า หรือโดนว่าได้แล้วก็รู้สึกว่างั้นเราถอยมาตั้งหลักเพื่อให้ตัวเองได้พักผ่อนหย่อนใจทั้งเรื่องสภาพจิตใจและก็สภาพร่างกายที่ผ่านมาของเราด้วย
ที่ผ่านมามันหนัก นอกจากลูกค้าเยอะแล้ว สภาพจิตใจและครอบครัวเรา คือมันก็หลากหลายเรื่องค่ะ แล้วก็มีทั้งเรื่องภายในครอบครัว เรื่องของดราม่าเทศกาลเจนนี่หลายๆ อย่าง แล้วก็เรื่องของความสำเร็จที่เกิดขึ้นมันก็รวมๆ แล้วมันก็ดีกว่า แต่ถามว่ามันเหนื่อยไหม มันก็สภาพจิตใจที่บางทีคอมเมนต์ต่างๆ ดราม่าต่างๆ มันก็ทำให้เราก็มีนอยด์ๆ บ้าง แต่ว่าสุดท้ายก็ดีใจที่มีเทศกาลเจนนี่เกิดขึ้น”
“ตอนที่เรายกเลิกไปตอนแรกมันอยู่ในช่วงที่เราลังเลว่าเราจะไปต่อหรือพอแค่นี้ คือเราก็พยายามถามพี่ๆ ที่ซื้อบูธมาทุกเจ้า ก็มีหลายท่านมากเลยที่จะไปต่อ ก็ประมาณ 50 เจ้าที่เราบอกไป แต่ว่าเรารู้สึกว่าเราแอบกลัวด้วยแหละ ณ วันนั้นที่เราขายงาน คนดูเราหลักแสน เราก็รู้สึกว่าถ้าวันนั้นเราจัดบูธนี้แล้วเราเดินไลฟ์สด คนดูก็ยังเยอะแบบนี้ลูกค้าคือคุ้ม 100% แต่ ณ วันนี้กระแสมันก็มีมาแล้วมันก็หายไป เราก็เลยรู้สึกว่างั้นเราอาจจะต้องเบรกก่อน หรือ ณ วันที่เราไปขายงานให้ลูกค้า เราก็ไปบอกเขาให้ชัดเจนมากขึ้นว่าอันนี้โซเชียลมีเดียของเรามันประมาณนี้ๆ นะ อะไรอย่างนี้ คือพูดง่ายๆ ว่าลูกค้าที่เขาซื้อบูธเราในช่วงนั้น มันก็เป็นช่วงที่มันก็น่าซื้อ มันก็เป็นช่วงพีค แต่ว่าเรากลัวไม่คุ้มมากกว่า แล้วเรารู้สึกว่าพักด้วย

แล้วหนูว่าเรื่องเงิน ไม่ตายเราก็หาใหม่ได้ แล้วอีกอย่างเทศกาลเจนนี่ที่ผ่านมา มันคุ้มค่ามากๆ แล้ว มันไม่จำเป็นต้องไปอยากได้เงินตรงนี้ของคนที่เขาคาดหวังกับเรา หรือว่าของลูกค้าที่เป็นพันธมิตรกับเรา ซึ่งลูกค้าที่ซื้อบูธของหนูทั้งหมดเป็นลูกค้าที่จ่ายเงินเราหลักแสนหลักล้านทุกท่านเลยที่ไม่ได้รวมค่าบูธ ซึ่งเราก็รู้สึกว่าเราได้มากพอแล้ว ถ้าเราจะจัดงานอะไรให้เขา หรืออยากร่วมธุรกิจกับเขาต้องเป็นงานที่มันต้องชัวร์ๆ ว่าประสบความสำเร็จ เพราะว่านี่คือลูกค้าที่เขาพร้อมจะเคียงข้างเราตลอดไปทั้งชีวิต เพราะเราทำงานเกี่ยวกับโซเชียลมีเดีย และถ้างานนี้มันไม่ประสบความสำเร็จเหมือนกับเราฆ่าตัวตาย เราก็เลยรู้สึกว่าในเมื่อมันมีความเสี่ยงขนาดนี้แล้วก็รวมถึงบูธภาคใต้ที่มันค่อนข้างยากที่เราจะไปจัดที่หาดใหญ่ แล้วมันเกิดเรื่องน้ำท่วม แล้วหนูยอมรับว่ามีผู้ประกอบการที่เป็นภาคใต้ยกเลิกค่อนข้างสูง เราก็เลยรู้สึกว่าในช่วงนี้เรายังไม่ควรโฟกัสงานรื่นเริง หรือว่าการจัดงานที่ภาคใต้ เราก็เลยรู้สึกว่างั้นเราพักก่อน
ส่วนที่ยอดคนดูจากยอดหลักแสนมาเหลือยอดหลักหมื่น มันก็มีแป้วแหละ ใครจะมานั่งบอกว่า เฮ้ย ฉันดีใจจังเลย คนดูน้อยมันมีแป้ว แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่เราจำไว้เสมอว่าเราเคยประสบความสำเร็จมากแค่ไหน แล้วก็หลังจากนี้หนูต้องเอาความสำเร็จที่เกิดขึ้น ทำยังไงก็ได้ให้หนูสามารถใช้ชีวิตได้ทั้งชีวิต โดยที่ไม่กลับไปลำบาก หรือกลับไปจนเหมือนเดิม คือหนูรู้สึกว่าที่เกิดขึ้นมาที่ผ่านมาถ้าเราใช้ชีวิตได้ดีมากพอ เราจะไม่มีทางกลับไปจนเลย คือเราต้องตระหนักตรงนั้นไว้มากกว่าที่เราจะมานั่งเสียใจว่าคนไม่ชอบฉันแล้วเหรอ หรือคนไม่ดูฉันแล้วเหรอ อะไรอย่างนี้ แล้วก็อีกอย่างหนึ่งคือถ้าตราบใดที่เรายังมีความสามารถ เราไม่มีวันตายหรอก คือเราก็ยังสามารถทำนู่นทำนี่ไปได้เรื่อยๆ ที่ผ่านมาหนูก็พยายามพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นแล้วนะว่าหนูไม่ใช่แค่นักร้อง ไม่ใช่แค่เจ้าของค่าย หนูเป็นแม่ค้าได้ด้วย หนูร้องเพลงได้ด้วย หนูแต่งเพลงได้ด้วย หนูก็รู้สึกว่าอย่าไปซีเรียสเยอะ แต่ยอมรับว่าช่วงแรกๆ ที่โดนคอมเมนต์หนัก เราก็จะแบบ จริงเหรอๆ อะไรอย่างนี้ แต่ตอนนี้โอเคแล้วค่ะ

คือหลายคนเขาก็เหมือนบอกให้ไปสร้างกระแสทะเลาะกับแม่อีก แต่ว่าต่อไปต่อให้ทะเลาะอีก หนูคงไม่พูดแล้ว เพราะว่าเป้าหมายของหนูนะวันนั้นคือไม่ใช่ทะเลาะกันเพื่อมาขายของ เป้าหมายของหนูคือทะเลาะกันเพื่อให้มันจบ เพื่อให้ชีวิตที่มันแบกอะไรหนักๆ มันเคลียร์สักที ถ้าใครได้ติดตามจริงๆ คือจะรู้ว่าหนูหนักมาทั้งชีวิตจริงๆ กับเรื่องการเงินของที่บ้านซึ่งหนูก็สะสมมาจนหนูรู้สึกว่าทางออกมันมีทางเดียว แล้วก็โซเชียลมีเดียที่จะช่วยขัดเกลาจิตใจได้ทั้งคนที่กำลังเดินทางผิด หรือว่าใครที่กำลังเดินทางผิด ก็คือคุณแม่นั่นแหละที่เดินทางผิดเกี่ยวกับเรื่องของการเงิน ซึ่งวันนี้พอมันเกิดขึ้นแล้ว เรารู้สึกว่าเราได้เคลียร์แล้ว เราได้บอกทุกคนไปแล้วว่าปัญหาที่เกิดขึ้นมันคืออะไร หลังจากนี้มันจะเปลี่ยนแปลงไหม จะกลับไปอยู่จุดเดิมหรือเปล่า คือมันไม่สามารถแก้ไขอะไรได้แล้ว
ส่วนเราได้คุยกับแม่แล้ว หลังจากวันที่เราจะต้องใช้หนี้ให้แม่ แต่ยังคุยน้อย บางทีอาจจะยังไม่ได้ตอบเรื่องนี้ในเวลาไลฟ์สด เพราะเรารู้สึกว่ามันก็จะมีหลายท่านที่เขารู้สึกเบื่อ แล้วก็รู้สึกว่าอีกแล้วเหรอ เอาเรื่องครอบครัวมาพูดเหรอ อะไรอย่างนี้ แต่ถามว่าคุยไหมก็คุยแต่ยังน้อยอยู่ เพราะว่าแผลมันเพิ่งเกิดขึ้น มันอาจจะต้องใช้เวลาสักพัก หรือว่าอาจจะต้องมีข้อตกลงในการดำเนินชีวิตกันต่อ
ก่อนหน้านี้มีเพจออกมาแฉหลายเรื่องเลย แล้วเขาบอกว่าเราทักหาเพจเพื่อสงบศึกด้วย จริงๆ ไม่เคยทักหาใครเลยค่ะ อาจจะต้องระมัดระวัง เพราะว่าตอนนี้มันมีมิจฉาชีพแล้วก็เพจปลอมเยอะมาก แต่ส่วนตัวหนูไม่มีเวลาทักหาใครเลยมีแต่คุยกับลูกค้า แล้วตัวเราก็เห็นโพสต์ทุกอย่างค่ะ แล้วก็แรกๆ ก็โกรธอยู่ค่ะ แรกๆ ก็หัวร้อน แรกๆ ก็มีความอารมณ์โมโหว่ามีคนโจมตีเรา แต่ว่า ณ วันนี้เราจะเย็นมากขึ้น แล้วก็มีคำแนะนำจากผู้ใหญ่ให้เราแก้ปัญหาให้ถูกทางแล้วก็มีสติมากกว่านี้ เพราะว่าสุดท้ายแล้วไม่มีใครทำร้ายเราได้ถ้าเรายังยึดมั่นในความดี หรือว่าเราพร้อมที่จะพัฒนาตัวเองแล้วก็ปรับปรุงแก้ไขเอา จริงๆ เพจที่โจมตีก็มีทั้งข้อดีข้อเสียนะ อันที่มันเป็นข้อเสียที่เรามองไม่เห็น เราก็จะได้รู้ตัวไงว่าเรื่องนี้เราโอนเงินลูกค้าช้าจริงหรือเปล่า อันนี้เกิดขึ้นจริงไหม หรือเรื่องไหนที่มันไม่ถูกต้อง เราก็ว่ากันไปตามกฎหมาย ซึ่งหนูก็มีสิทธิที่จะปกป้องตัวเอง แต่ยังไงก็ต้องขอบคุณทุกๆ คน
ถามว่าฟ้องเขาไหม ก็ให้ทนายความดำเนินตามกฎหมายค่ะ ก็คงต้องปกป้องตัวเองค่ะ เพราะว่า ณ วันนี้ในวันที่เทศกาลมันจบลงแล้ว ในวันที่คนดูเราไม่ได้แมสขนาดนั้น มันก็ไม่แฟร์ที่เรายังจะต้องโดนโจมตีอยู่ในทุกๆ วัน ซึ่งมันก็มีผลต่อสภาพจิตใจของเราและอีกอย่างลูกสาวของเรากำลังเติบโตขึ้นทุกวัน ถ้าเขาต้องมาเรียนรู้หรือมาเจอเรื่องแบบนี้ เรามองว่ามันก็ไม่ควร เพราะฉะนั้นอันไหนที่หนูสามารถที่จะให้กฎหมายปกป้องได้หนูก็จะทำ แต่ว่าอันไหนที่สามารถพูดคุยกันได้ ตกลงกันได้ หรือว่าไปในทิศทางที่ดีขึ้นเราก็ยินดี”




