วันที่ 18 ธ.ค. นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปาฐกถาพิเศษ “เปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจไทย เพื่อความมั่งคั่งอย่างยั่งยืน” ในงานสัมมนาหัวข้อ Thailand Next Move 2026 : Wealth Creation ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ความมั่งคั่งยั่งยืน จัดโดย การเงินธนาคาร ระบุว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเจอความท้าทายครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ
โดยอัตราการเติบโตที่เคยสูงในอดีต 5-7% ได้กลายเป็น “New Normal” โดยในปีนี้คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวได้ที่ 2.2% แต่ตัวเลขไตรมาส 3 เติบโตเพียง 1.2% เท่านั้น และมีการปรับลดประมาณการการเติบโตของ GDP ในปี 69 ลงมาอยู่ที่ 1.5% จากคาดเดิม 1.6%

ปัจจัยสำคัญที่ฉุดรั้งการเติบโตมีทั้งปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน ได้แก่
1.สังคมสูงวัย (Aging Society) ส่งผลให้กำลังซื้อและกำลังแรงงานลดลงอย่างมาก
2.ขีดความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness) ลดลงต่อเนื่อง เนื่องจากขาดการลงทุนใหม่มาเป็นเวลานาน
3.ผลิตภาพ (Productivity) ต่ำ เนื่องจากพึ่งพาอุตสาหกรรมเก่าและเทคโนโลยีเดิม
4.ความไม่แน่นอนทางการเมือง
5.ปัญหาความเหลื่อมล้ำและหนี้ครัวเรือนสูง
ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือ ศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจ (Potential GDP Growth) ของประเทศที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง จากเดิม 4.4% เหลือเพียงประมาณ 2.7% ในปัจจุบัน ซึ่งหมายความว่า หากประเทศไทยไม่มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างหรือการลงทุนใหม่ใด ๆ อัตราการเติบโตสูงสุดเต็มที่จะทำได้อยู่แถว ๆ ระดับ 2.7% เท่านั้น โดยเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น เช่น นโยบายการเงินหรือการคลัง จะไม่สามารถผลักดันให้เศรษฐกิจวิ่งไปถึงศักยภาพที่ 2.7% ได้
นายวิทัย ระบุว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เพิ่งตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.25% ซึ่งเป็นการปรับลดรวม 5 ครั้ง ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา คิดเป็น 1.25% โดยยอมรับว่าการลดดอกเบี้ยนโยบายมีผลจำกัดต่อการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ เช่น ที่ผ่านมาการลดดอกเบี้ยมีผลต่อจีดีพีรวมกันไม่ถึง 0.2%
“การลดดอกเบี้ยเป็นเครื่องมือที่ช่วยในเรื่องสภาพคล่องและช่วยบรรเทาภาระหนี้ระยะสั้นได้บ้าง แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาหลัก เช่น Productivity ต่ำ หรือปัญหาสังคมสูงวัยได้”
ขณะที่หนี้ครัวเรือนสูง NPL สูงขึ้น และหนี้รัฐบาลสูง กระตุ้นด้วยการคลังขีดจำกัด ทางด้านนโยบายการเงิน ดอกเบี้ยนโยบายมีขีดจำกัด แต่พร้อมลดต่อ ยอมรับว่าเหลือกระสุนไม่มาก จำเป็นต้องเก็บไว้บ้าง แต่ถ้าให้ลดเหลือ 0% ได้ แต่ไม่เกิดผลต่อเศรษฐกิจมาก จำเป็นต้องดูเรื่องผู้ฝากเงินด้วย ถ้าดอกเบี้ยต่ำเกินไป จะทำให้การออมในประเทศมีปัญหาได้
“การใช้ดอกเบี้ยนโยบาย นโยบายการเงินการคลัง ยังไม่ทำให้ถึงศักยภาพ จากปัญหาเชิงโครงสร้างหลายเรื่อง ผลิตภาพต่ำ เศรษฐกิจโตต่ำ อยู่กับอุตสาหกรรมเก่า เทคโนโลยีเก่า ขาดการลงทุนมานาน ไทยมีภูมิคุ้มกันต่ำมาก มีความเหลื่อมล้ำสูง ถ้าดูผลิตภาพ และในเรื่องการลงทุน เทียบประเทศอื่นๆ ไทยต่ำมากติดต่อหลายปีเทียบกับในภูมิภาค อยู่ในอุตสาหกรรมเก่า บุญเก่า”
ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวต่อว่า ธปท. ต้องปรับตัว ต้องเป็นผู้นำแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่ได้เข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจ บริโภคระยะสั้น หรืออะไรที่ไม่จำเป็น ไม่ใช่ดูแลเสถียรภาพอย่างเดียว โดย ธปท. ปรับบทบาทผู้นำแก้โครงสร้างให้เศรษฐกิจดีขึ้น ประชาชนกินดีอยู่ดี ถ้าเงินเฟ้อต่ำเศรษฐกิจพังทั้งประเทศ
“กนง.ลดดอกเบี้ย 0.25% กระซิบนายแบงก์ซีอีโอให้ดอกเบี้ยเงินกู้ลดได้บ้าง โดยบทบาทใหม่ของ ธปท. คือการยื่นมือช่วยประคองเศรษฐกิจ และเป็นผู้นำในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง”
ดอกเบี้ยนโยบายมีผลจำกัด ธปท. จึงต้องออกมาตรการเฉพาะจุด 7-8 เรื่อง โดยมาตรการสำคัญที่ดำเนินการแล้วและกำลังจะดำเนินการในปี 69 เช่น
1.การแก้ปัญหาหนี้ NPL รายย่อย มีการโอนลูกหนี้รายย่อยที่มีหนี้ไม่เกิน 100,000 บาท เข้าสู่บริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC)
2.มาตรการเสริมสินเชื่อ SME จะมีการออกโครงการค้ำประกันสินเชื่อเอสเอ็มอีใหม่ ร่วมกับกระทรวงการคลังและธนาคารพาณิชย์ ออกมาเสริม บสย. เพื่อช่วยให้ SME สามารถเข้าถึงสินเชื่อ โดยตั้งเป้าค้ำประกันปล่อยสินเชื่อให้ได้ 100,000 ล้านบาท มีการค้ำประกัน 10-30% ขึ้นอยู่กับธุรกิจ โฟกัสอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพทางการแข่งขัน เช่น อาหาร, เกษตรแปรรูป, ยานยนต์ไฟฟ้า, อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้เกิดการลงทุนใหม่
3.ให้คนเข้าสู่ระบบ ให้ประชาชนกู้ได้ กู้ทำธุรกิจ หวังให้เศรษฐกิจดีขึ้นและเป็นธรรมมากขึ้น
4.การทำ Fair Finance (FR) การปรับปรุงความเป็นธรรมทางการเงิน โดยจะตรวจสอบเรื่องต้นทุนการเข้าถึงสินเชื่อ ดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมบางจุดของบางธุรกิจที่สูงเกินไป เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าสู่ระบบการเงินได้



