นักช้อปออนไลน์ อาจจะอกสั่น ขวัญผวากัน เพราะ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป กรมศุลกากรจะเริ่มดำเนินการจัดเก็บอากรขาเข้า สำหรับสินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศผ่านทางไปรษณีย์ โดยจะเรียกเก็บตั้งแต่บาทแรกที่สั่งซื้อ (ยกเลิกการยกเว้นภาษีสำหรับสินค้าที่มีราคาไม่เกิน 1,500 บาท) ซึ่งมีรายละเอียดที่น่าสนใจด้วยกัน
สาเหตุสำคัญของการจัดเก็บภาษีตั้งแต่บาทแรกบาท เนื่องจากรัฐบาลจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนนโยบายนี้มาจากการขยายตัวอย่างรวดเร็วของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-commerce) ข้ามพรมแดน ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจใน 4 มิติ ดังนี้
- สร้างความเท่าเทียมให้ผู้ประกอบการไทย: ก่อนหน้านี้สินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศที่มีราคาไม่เกิน 1,500 บาท จะได้รับการยกเว้นทั้งอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่ม ในขณะที่พ่อค้าแม่ค้าในประเทศไทยที่ผลิตหรือขายสินค้าชนิดเดียวกันกลับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตั้งแต่บาทแรกที่ขาย การจัดเก็บภาษีนี้จึงเป็นการช่วยให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs สามารถแข่งขันได้อย่างเป็นธรรมมากขึ้น
- ป้องกันปัญหาการหลีกเลี่ยงภาษี: การกำหนดเพดานยกเว้นภาษีที่ 1,500 บาท มักถูกนำมาใช้เป็นช่องทางในการแสดงราคาสินค้าให้ต่ำกว่าความเป็นจริง (Under-declare) หรือการแยกส่งพัสดุหลายกล่องเพื่อไม่ให้เกินวงเงินที่กำหนด การเก็บภาษีตั้งแต่บาทแรกจะช่วยลดแรงจูงใจในการเลี่ยงภาษีและทำให้ระบบการนำเข้ามีความโปร่งใสมากขึ้น
- เป็นไปตามแนวทางสากล: ปัจจุบันหลายประเทศทั่วโลก เช่น ประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป (EU) และออสเตรเลีย ได้ยกเลิกการยกเว้นภาษีสำหรับสินค้ามูลค่าต่ำไปแล้ว เพื่อปรับปรุงระบบการจัดเก็บภาษีให้ทันต่อรูปแบบการค้าโลกที่เปลี่ยนไป
- สกัดกั้นสินค้าด้อยคุณภาพ: มาตรการนี้ช่วยคัดกรองและลดปริมาณสินค้าที่ไม่มีมาตรฐานหรือสินค้าทะลักจากต่างประเทศที่เข้ามาตีตลาดไทยในราคาถูกผิดปกติซึ่งส่งผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจในระยะยาว
ส่วนขั้นตอนและวิธีการจัดเก็บภาษีรูปแบบใหม่นั้น เพื่อให้การจัดเก็บภาษีและอากรไม่เป็นภาระต่อประชาชนจนเกินไป และไม่ทำให้พัสดุล่าช้า
เบื้องต้นคาดว่า กรมศุลกากรได้เตรียมวิธีการที่ทันสมัยไว้ดังนี้
1. การจัดเก็บผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ (Platform Collection) สำหรับแพลตฟอร์มรายใหญ่ (เช่น Shopee, Lazada หรือ TikTok) รัฐบาลได้ประสานให้มีการเชื่อมต่อระบบ เพื่อคำนวณอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มรวมเข้าไปในราคาขายตั้งแต่ขั้นตอนการชำระเงินในแอปพลิเคชัน ผู้ซื้อจะเห็นราคาสุทธิที่รวมภาษีแล้วทันทีทำให้พัสดุผ่านด่านศุลกากรได้รวดเร็วเพราะมีการชำระล่วงหน้ามาแล้ว
2. การจัดเก็บผ่านไปรษณีย์ไทย (Postal Services) ในกรณีที่สั่งซื้อผ่านช่องทางอิสระ เจ้าหน้าที่ศุลกากรจะประเมินอากรจากหน้าพัสดุตามพิกัดสินค้า (เช่น เสื้อผ้าเครื่องสำอาง หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์) โดยผู้รับสามารถชำระภาษีอากรและค่าธรรมเนียมผ่าน QR Code กับเจ้าหน้าที่ที่ไปส่งของถึงบ้านได้ทันที หรือหากต้องไปรับเองที่ที่ทำการไปรษณีย์ ก็สามารถชำระที่เคาน์เตอร์ได้ตามปกติ
3. การจัดเก็บผ่านบริษัทขนส่งเอกชน (Courier) สำหรับบริษัทขนส่งด่วน (เช่น DHL, FedEx หรือบริษัทขนส่งข้ามพรมแดนอื่นๆ) ส่วนใหญ่บริษัทเหล่านี้จะทำการสำแดงและชำระอากรแทนผู้รับล่วงหน้าเพื่อให้สินค้าผ่านด่านได้เร็วที่สุด จากนั้นจะเรียกเก็บเงินคืนจากผู้รับสินค้าในขั้นตอนการนำจ่ายพัสดุ
ซึ่งสุดท้ายต้องดูว่ากรมศุล จะเลือกวิธีดำเนินการอย่างไร เพื่อหาจุดสมดุลย์ ในการเรียกเก็บภาษีดังกล่าว ควบคู่ไปกับการสร้างความเป็นธรรมให้กับระบบเศรษฐกิจไทย



