ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา อดีตหัวหน้าโครงการวิจัยปกป้องผลประโยชน์ชาติตามแนวชายแดน กองทัพบก 2554 อดีตผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก กรมกิจการพลเรือนทหารบก กองทัพบก 2557 ศิษย์เก่าการบริหารนโยบายเชิงยุทธศาสตร์ (เรียนร่วม JCS เพนตากอน สหรัฐอเมริกา) มหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ วอชิงตัน ดีซี และ ศิษย์เก่าวิทยาการข้อมูล (Data Science & Methodology) มหาวิทยาลัยมิชิแกน สหรัฐอเมริกา โพสต์เฟซบุ๊ก มิสเตอร์ จิม เรื่อง “ยุทธศาสตร์ 6 แกน ชนะ กัมพูชา” เนื้อหาระบุว่า
ก่อนอื่น ผมขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการสูญเสียชีวิตและการบาดเจ็บของ ทหารกล้าของชาติและประชาชนผู้บริสุทธิ์ จากการสู้รบที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา
บทความนี้ถูกเขียนขึ้น เพื่อชี้ให้เห็นแนวทางสู่ชัยชนะของไทยในสถานการณ์ไทย–กัมพูชา ซึ่งมีอยู่ 2 มิติ คือ ชัยชนะในสนามรบชายแดน และ ชัยชนะเชิงยุทธศาสตร์ หลายคนมองข้ามและยังเข้าไม่ถึงคำว่า ชัยชนะเชิงยุทธศาสตร์

ชัยชนะเชิงยุทธศาสตร์คือ ผลลัพธ์ปลายทางว่าสุดท้าย หลังจากการสู้รบจบสิ้น ประเทศไทยจะยึดและรักษาดินแดนและความปลอดภัยของประชาชนได้มากน้อยเพียงใด เพราะเมื่อการปฏิบัติการทางทหารจบสิ้นแล้ว ฉากทัศน์ต่อไปเป็นบทบาทของสังคมโลกและองค์กรระหว่างประเทศจะพิจารณาความชอบธรรมและตัดสินชี้ขาดกันว่า ดินแดนที่ทหารไทยยึดได้จะตกเป็นของใครผลประโยชน์ชาติที่ไทยได้จากการสู้รบจะอยู่ในการคุ้มครองปกป้องของไทยได้ทั้งหมดหรือไม่ แต่ระหว่างปฏิบัติการทางทหารในการสู้รบชายแดนอยู่นั้น นานาชาติสนับสนุนฝ่ายใด ตรงนี้คือ จุดคานงัดหรือจุดวิกฤตสำคัญของการปฏิบัติการเชิงยุทธศาสตร์
จากกรอบนี้ ยุทธศาสตร์ไทยต้องทำงานแบบ “ผูกทุกมิติให้เป็นระบบเดียวกัน” ตั้งแต่ความมั่นคงชายแดน การทูต การสื่อสาร การคุ้มครองประชาชน ไปจนถึงความมั่นคงเศรษฐกิจ และความเป็นเอกภาพภายในประเทศ เพื่อให้ไทยชนะโดยไม่ถูกลากไปสู่เกมที่อีกฝ่ายถนัด เช่น เกมยั่วยุให้ไทยตอบโต้เกินจำเป็น เกมปล่อยข่าวให้ไทยแตกแยก หรือเกมทำให้ไทยกลายเป็นผู้ร้ายในสายตาโลก ดังนั้นต่อไปนี้คือ ยุทธศาสตร์ 6 แกนที่ไทยต้องทำก่อนหน้านี้ ทำเพิ่มวันนี้และจะชนะกัมพูชาในวันหน้าได้อย่างสมบูรณ์
ยุทธศาสตร์แกนที่ 1 โฟกัสผลประโยชน์ชาติแกนกลาง—อธิปไตย ประชาชน เสถียรภาพ ต้องมาก่อน
การชนะเชิงยุทธศาสตร์เริ่มจาก “การโฟกัส” ไทยต้องประกาศให้ชัดตั้งแต่ต้นว่าแกนของเรามี 3 เรื่องเท่านั้น คือ อธิปไตย ความปลอดภัยของประชาชน และเสถียรภาพของประเทศ (ทั้งเศรษฐกิจและสังคม) ทุกมาตรการที่ออกมา—ไม่ว่าจะเป็นคำสั่ง การทูต การข่าว หรือการสื่อสาร—ต้องย้อนกลับมารับใช้ 3 แกนนี้เสมอ หากหลุดไปเป็นอารมณ์ชาตินิยมสุดโต่ง การแก้แค้นทางวาทกรรม หรือการเล่นเกมโซเชียล ไทยจะถูก “เบี่ยงสมาธิ” และสูญเสียความชอบธรรมโดยไม่จำเป็น
รัฐบาลควรกำหนดกรอบเดียว (Single Strategic Frame) ตัวอย่างเชิงปฏิบัติ นายกรัฐมนตรีออกคำแถลงย้ำจุดยืนเดียวของรัฐทำเป็นแผ่นเสียงตกร่องเพื่อปั้นความเชื่อว่า “รัฐบาลดำเนินการทุกมาตรการเพื่อปกป้องอธิปไตย คุ้มครองประชาชน และรักษาเสถียรภาพของประเทศ” ทุกกระทรวงใช้ถ้อยคำและกรอบเดียวกันในการสื่อสาร ไม่พูดนอกกรอบ ไม่แข่งขันกันสร้างข่าว จัดตั้งศูนย์ข้อมูลข้อเท็จจริงกลาง สรุปสถานการณ์เป็น “ชุดเดียว” ส่งให้โฆษกและหน่วยงานใช้พร้อมกัน ผลลัพธ์ คือ ประเทศพูดเสียงเดียว โลกเห็นความชัดเจน ไทยไม่ถูกมองว่าสับสนหรือไร้ทิศทาง
กองทัพไทย ทำหน้าที่ปกป้องอธิปไตยและประชาชนอย่างมีวินัย ตัวอย่าง เช่น กองทัพสื่อสารบทบาทชัดว่า “ภารกิจหลักคือการคุ้มครองประชาชนในพื้นที่ชายแดนและป้องกันการละเมิดอธิปไตย” การให้ข้อมูลต่อสาธารณะเน้นความปลอดภัยของประชาชน ไม่ใช้ถ้อยคำยั่วยุหรือขยายความตึงเครียด ไม่ด้อยค่า ไม่ปลุกระดมชาตินิยม ไม่ทำให้ประชาชนทั้งสองประเทศผูกอาฆาตพยาบาทต่อกัน รายงานสถานการณ์ผ่านช่องทางกลางของรัฐ ไม่ปล่อยข้อมูลหลุดหลายทาง ผลลัพธ์ คือ กองทัพถูกมองว่าเป็นผู้รักษาความมั่นคง มีวุฒิภาวะในการรบ ไม่ใช่ผู้ยกระดับความขัดแย้ง ไทยยังคงความชอบธรรม
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ฝ่ายปกครอง และกระทรวง ดีอี เป็นผู้คุมเสถียรภาพและสงครามข้อมูลภายใน ตัวอย่างเช่น ตรวจสอบและจัดการข่าวปลอมที่ปลุกปั่นความเกลียดชังหรือบิดเบือนสถานการณ์ ดูแลความสงบเรียบร้อยทั้งในพื้นที่จริงและโลกออนไลน์ เพื่อไม่ให้เกิดความตื่นตระหนก สื่อสารกับประชาชนให้มั่นใจว่า “รัฐควบคุมสถานการณ์ได้ ชีวิตประจำวันยังดำเนินต่อได้” ผลลัพธ์ คือ สังคมไม่แตกตื่น ไม่แตกแยก เสถียรภาพภายในกลายเป็นเกราะป้องกันประเทศ
กล่าวโดยสรุปสำหรับผู้นำ
ถ้ารัฐบาลกำหนดกรอบเดียว ในขณะที่กองทัพปฏิบัติอย่างมีวินัยและยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง และตำรวจ ร่วมฝ่ายปกครอง และกระทรวง ดีอี คุมเสถียรภาพและปิดช่องสงครามข้อมูล ผลลัพธ์ คือ ประเทศไทยจะ ไม่หลุดโฟกัส ไม่ถูกลากด้วยอารมณ์ ไม่เสียความชอบธรรมโดยไม่จำเป็น และนี่คือ รากฐานสำคัญที่สุดของการ
“ชนะเชิงยุทธศาสตร์” แกนที่ 1 ในการชนะกัมพูชาทุกสมรภูมิรบ
โปรดติดตาม ยุทธศาสตร์ แกนที่ 2 ในวันพรุ่งนี้ (20 ธันวาคม) ผ่านเฟซบุ๊กนี้



