ในวันที่อากาศเย็นสบายซึ่งควรเป็นช่วงเวลาความสุขของคนเมือง กิจกรรมที่สะท้อนคุณภาพชีวิต เช่น การนั่งดื่มไวน์หรือกาแฟนอกอาคาร การวิ่ง ปั่นจักรยาน เดินเล่นในสวนสาธารณะ หรือการเล่นนอกบ้านของเด็กๆ กลับกลายเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงเพราะค่าฝุ่นเกินมาตรฐาน หลายครอบครัวต้องยกเลิกกิจกรรมกลางแจ้ง เด็กถูกกักให้อยู่แต่ในบ้าน เมืองที่ควร “น่าอยู่” กลับหดแคบลงอย่างน่าเสียดาย

อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างสำคัญคือ คนมีรายได้สูงมักมี “ทางเลือก” พวกเขาสามารถเปลี่ยนไปทำกิจกรรมในพื้นที่ปิด เปิดเครื่องฟอกอากาศ ทำงานจากบ้าน เลื่อนแผนการออกกำลังกาย หรือแม้แต่เดินทางออกนอกเมืองชั่วคราวหรือเที่ยวต่างประเทศเพื่อลดการสัมผัสฝุ่นได้

ในทางตรงกันข้าม สำหรับคนด้อยโอกาสจำนวนมาก การหลีกเลี่ยงฝุ่นไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็น “ข้อจำกัดที่หลีกเลี่ยงไม่ได้” พวกเขายังคงต้องออกไปทำงานกลางแจ้ง สูดอากาศเดียวกัน แต่ไม่มีหน้ากากคุณภาพสูงป้องกัน ไม่มีเครื่องฟอกอากาศ และมักจะไม่มีสิทธิ์หยุดงาน กล่าวคือไม่ค่อยมีทางเลือกอื่นรองรับมากนัก

ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 คือ อนุภาคที่มีขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน สามารถผ่านระบบกรองตามธรรมชาติของร่างกาย เข้าไปถึงถุงลมปอด และเข้าสู่กระแสเลือดได้โดยตรง ส่งผลต่อโรคทางเดินหายใจ โรคหัวใจ และการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร โดยเฉพาะในฤดูหนาวที่ค่าฝุ่นพุ่งสูง จนประเทศไทยมีผู้ป่วยจากฝุ่น PM2.5 กว่า 12 ล้านคนในปี 2567

สำหรับกรุงเทพมหานคร งานวิจัยยืนยันว่า “สาเหตุหลักของฝุ่น PM2.5 ใน กทม. มาจากยานพาหนะและจราจร” คิดเป็นสัดส่วนกว่า 40-70% ของปัญหาทั้งหมด

นอกจากนี้ แหล่งกำเนิดรอง คือ อุตสาหกรรมและการเผาใน กทม. และ ปริมณฑล อีกทั้งมีปัจจัยเสริม คือ สภาพอากาศนิ่งในฤดูหนาว (พ.ย.-ก.พ.) ซึ่งมีอุณหภูมิต่ำและกระแสลมอ่อน ทำให้ฝุ่นสะสมจากปรากฏการณ์ที่ “ล็อก” ฝุ่นไว้ใกล้พื้นดิน โดยเฉพาะเช้าและค่ำ


ทางออกที่เป็นไปได้ คือ Zero Carbon

สำหรับประเทศไทยแล้ว Zero Carbon คือหัวใจของการแก้ PM2.5 อย่างยั่งยืน เพราะจากหลักฐานเชิงวิทยาศาสตร์ จะเห็นชัดว่า แหล่งกำเนิด PM2.5 หลักใน กทม. คือ การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งเป็นแหล่งเดียวกับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

นี่คือเหตุผลที่แนวคิด Zero Carbon ไม่ใช่แค่เรื่องโลกร้อน แต่คือ ทางออกระยะยาวของปัญหาฝุ่น

กล่าวคือ การลดการใช้รถยนต์ การเปลี่ยนไปใช้ขนส่งสาธารณะ รถไฟฟ้า และพลังงานสะอาด ย่อมลดทั้งคาร์บอนและ PM2.5 ไปพร้อมกัน

งานวิจัยและบทวิเคราะห์นโยบายย้ำว่า สำหรับ กทม. การแก้ปัญหาที่ให้ผลชัดที่สุดคือ การลดการปล่อยมลพิษจากการจราจรในเมือง มากกว่ามาตรการเฉพาะหน้า

ดังนั้น ฝุ่น PM2.5 ใน กทม. จึงเป็นผลลัพธ์ของการเลือกพัฒนาเมือง ระบบขนส่ง และพลังงานในทิศทางที่สร้างคาร์บอนสูงมานานหลายทศวรรษ และ ตราบใดที่ยังไม่ทำอะไรที่เป็นรูปธรรม ฝุ่น PM2.5 ก็จะกลับมาทุกฤดูหนาว

จุดเริ่มต้น อาจจะต้องมาจากการเริ่มต้น พ.ร.บ.อากาศสะอาด ซึ่งกำหนดให้อากาศสะอาดเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานและสร้างกลไกควบคุมจากแหล่งกำเนิดฝุ่น PM2.5 โดยสร้างความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อมตามหลักเศรษฐศาสตร์ “ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย”


อ้างอิง

Ahmad, Mushtaq, et al. “Chemical composition, sources, and health risk assessment of PM2. 5 and PM10 in urban sites of Bangkok, Thailand”, International Journal of Environmental Research and Public Health (2022).
ChooChuay, Chomsri, et al. “Impacts of PM2. 5 sources on variations in particulate chemical compounds in ambient air of Bangkok, Thailand”, Atmospheric Pollution Research (2020).
Thongsame, Worapop, et al. “Source attribution and health burden of PM2. 5 in Mainland Thailand”, GeoHealth (2025).
Vongruang, Patipat, et al. “Development of meteorological criteria for classifying PM2. 5 risk in a coastal industrial province in Thailand”, Aerosol and Air Quality Research (2024).
Xu, Chenyang, et al. “Global PM2. 5 exposures and inequalities”, npj Climate and Atmospheric Science (2025).

https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/16369
https://nida.ac.th/en/research/pm2-5-thai-talk-with-dr-siwat/
https://tdri.or.th/2023/03/pm2-5-thailands-solutions/
https://www.chula.ac.th/wp-content/uploads/2019/10/chula-pm25-booklet-1.pdf
https://www.nstda-tiis.or.th/publications_media/pm2-5_health-effect-and-solution/