เมื่อเวลา 14.15 น. วันที่ 22 ธ.ค. ที่พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการเลือกตั้งครั้งนี้ การเป็นพรรคเล็กจะต่อสู้กับพรรคใหญ่ได้อย่างไร ว่า ตนไม่ได้วัดที่ขนาด สส.สมาชิกพรรค หรือขนาดเงินทุน แต่วัดด้วยพลังใจ พลังมุ่งมั่น และความตั้งใจ ถ้าวัดตรงนี้ถือว่าพรรครวมไทยสร้างชาติ เป็นพรรคที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย นอกจากนี้ ตนและสมาชิกในพรรค ไม่มีใครคิดว่า คู่แข่งของเราคือพรรคการเมือง แต่ที่ทำนโยบายต่างๆ ออกมา ไม่ใช่เพื่อแข่งกับพรรคการเมืองไหน แต่คู่แข่งของเราคือวิกฤติของชาติ และปัญหาของประชาชน ที่เราต้องเอาชนะ เมื่อถามถึงการตั้งเป้าจำนวน สส.ในการเลือกตั้งครั้งนี้ นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า หากถามตน ทุกพรรคเหมือนกันหมด เราคาดหวังทุกที่ ทุกเขตอยู่แล้ว 

เมื่อถามว่า จะส่งผู้สมัครทั่วประเทศเลยหรือไม่ นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า จะส่งทุกจังหวัด ทุกภาค คงครบทุกภาค และในกรุงเทพมหานครครบทั้ง 33 เขต ยังมีเวลาถึงวันที่ 27 ธ.ค.68 มันฉุกละหุก มันเร็วต้องตรวจคุณสมบัติเยอะมาก ทำงานก็ยันเช้า เพราะมีคนสมัครมาเยอะมาก โดยน่าแปลกใจ คือมีผู้สมัครที่ไม่คิดว่าจะมาอยู่กับเรา เป็นคนรุ่นใหม่หลายคน

เมื่อถามถึงจุดยืนในการร่วมรัฐบาลครั้งหน้าเป็นอย่างไร เพราะประกาศไว้ว่าไม่สนับสนุนทุนเทา จะร่วมกับพรรคไหนบ้าง นายพีระพันธุ์ ถามกลับว่า มีรัฐบาลไหนบอกว่าตัวเองเป็นทุนเทา มีหรือไม่ แต่หากเราเข้าไปแล้ว มีทุนเทา เราไม่อยู่ด้วย 

เมื่อถามถึงจุดยืนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า สิ่งที่พยายามแก้กันอยู่ในวันนี้ หลักการเหตุผลที่แก้กันอยู่ในวันนี้ เราไม่เอา แต่ถ้าจะแก้เพื่อประเทศไทยมั่นคงขึ้น สถาบันหลักของชาติมั่นคงขึ้น คนไทยมีสิทธิเสรีภาพมากยิ่งขึ้น ให้รัฐธรรมนูญเป็นคู่มือประชาชน ในการคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของประชาชน เราแก้ให้ดีขึ้น แต่หากแก้เพื่อประโยชน์การเมือง ประเด็นการเมือง เราไม่แก้เด็ดขาด 

เมื่อถามว่า ดูจากกลุ่มเป้าหมายของพรรคน่าจะคล้ายกับของพรรคภูมิใจไทยนั้น นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า ตนพูดเสมอว่าทั้งหมดอยู่ที่ประชาชน เราไม่ได้มาทำการเมือง เพื่อคนกลุ่มใด หรือรุ่นใดรุ่นหนึ่ง เราทำเพื่อคนไทยทั้งประเทศ ดังนั้น กลุ่มเป้าหมายคือคนไทยทั้งชาติ ถ้าคนไทยทั้งชาติเชื่อมั่น และตนเองทำมาได้แล้ว ตนเองไม่ใช่พูดแล้วทำ  ตนเองไม่ชอบโฆษณาตนเอง ตนเองทำ แล้วถึงบอกว่าทำเรียบร้อย ทำเสร็จเรียบร้อย ทำให้ดูแล้ว และจะทำต่อให้ดีขึ้นกว่าเดิม

นายพีระพันธุ์ กล่าวเสริมว่า ตนต้องขอโทษทุกคน เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา ตนเองทำหน้าที่เป็นรองนายกรัฐมนตรี และรมว.พลังงาน อย่าว่าแต่สื่อสารมวลชนเลย สื่อสารกับตัวเองยังแทบไม่มีเวลาเลย เห็นหน้าตัวเองเพียงแค่ตอนเช้า และก่อนนอน ตนเองรู้ว่าทุกอย่างไม่มีความแน่นอน ทุกวินาทีต้องทำงานเพื่อชาติบ้านเมือง จึงไม่มีเวลาที่จะสื่อสาร เพราะสิ่งที่สำคัญมากกว่าการโปรโมตตัวเอง คือประโยชน์ของชาติ และประชาชน  ตนไม่ได้เสียใจที่สื่อสารน้อย เพราะสิ่งที่ต้องแลกกับการสื่อสารน้อย ทำให้เข้าใจผิดบ้าง หรือประชาชนไม่ได้ข้อมูล ต้องแลกกับประโยชน์ของชาติ และประชาชนที่ทุกวินาทีมีค่า 

เมื่อถามต่อว่าก่อนหน้านี้ รวมไทยสร้างชาติ มีอดีต สส.คนสำคัญของพรรค ไหลออกไปร่วมงานกับพรรคอื่นเยอะ มองว่าส่วนนี้เป็นจุดได้เปรียบ หรือจุดเสียเปรียบของพรรคในการสู้ศึกเลือกตั้ง นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า ไม่สนใจ โดยคนที่อยู่ที่นี่กับเรา ต้องขอบคุณที่ยังยึดมั่นในแนวทาง และอุดมการณ์ของพรรค อยู่กันด้วยแนวทางการทำงาน ไม่ได้อยู่กันด้วยตัวเลข และไม่มีอะไรจะฝากบอกถึงคนที่ออกไปแล้ว

เมื่อถามอีกว่า ในอนาคตหลังการเลือกตั้งเสร็จสิ้นแล้ว จะมีโอกาสร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย หรืออดีตสมาชิกที่ออกไปหรือไม่ นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า ถ้าการร่วม ตนก็อยู่ในรัฐบาล ไม่ได้ไปร่วมกับสมาชิก แต่ศัตรู และคู่แข่งของเรา ไม่ใช่สมาชิกพรรคไหน ไม่ใช่พรรคการเมืองไหน แต่คือวิกฤติของชาติ ดังนั้น การทำงานแก้วิกฤติของชาติ ต้องร่วมมือกัน ต้องไม่มีเรื่องส่วนตัว การทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ต้องไม่เอาปัญหาส่วนตัวมาเกี่ยวข้อง.