หลัง “นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หวนคืนมารับตำแหน่ง หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นอกจากบรรดาอดีตสมาชิกพรรค ที่ลาออกไปจะหวนกลับมาร่วมงานด้วย ความเห็นของโพลบางสำนักก็สะท้อนว่า คะแนนนิยมพรรคเก่าแก่ ดีขึ้นแบบเหนือความคาดหมาย อย่างล่าสุดศูนย์สำรวจความคิดเห็นนิด้าโพล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจความเห็นประชาชนเรื่อง “กระแสการเมือง กรุงเทพมหานคร” สำรวจระหว่างวันที่ 15-18 ธ.ค. 2568 กลุ่มตัวอย่างในกรุงเทพฯ 2,000 คน พบว่า บุคคลที่คนกรุงเทพฯ จะสนับสนุนให้เป็นนายกฯ โดยระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้ 47.25% นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน) 16.95% นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย) 10.90% นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์) 9% พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ (พรรคเศรษฐกิจ) 2.75% นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ (พรรคเพื่อไทย) 2.25% คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (พรรคไทยสร้างไทย) 2.15% น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล (พรรคประชาชน) 1.65% นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (พรรครวมไทยสร้างชาติ) 1.35% นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (พรรคเพื่อไทย) 1.30% ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ (พรรคไทยก้าวใหม่) 1.20%

จะเห็นว่าคะแนนนิยมเป็นรองแค่ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) และ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) นอกจากนี้เมื่อถามถึงพรรคการเมืองที่คนกรุงเทพฯ จะสนับสนุนในวันนี้ พบว่า 40.20% ระบุว่า ยังหาพรรคการเมืองที่เหมาะสมไม่ได้ 26.25% ระบุ พรรคประชาชน 10.05% ระบุ พรรคภูมิใจไทย 9.55% ระบุ พรรคประชาธิปัตย์ 6.85% ระบุ พรรคเพื่อไทย 1.95% ระบุ พรรครวมไทยสร้างชาติ และพรรคเศรษฐกิจ 1.20% ระบุ พรรคไทยสร้างไทย 1.90% ระบุอื่น ๆ ได้แก่ พรรคไทยก้าวใหม่ พรรคไทยภักดี พรรคพลังประชารัฐ พรรคกล้าธรรม พรรคชาติพัฒนา พรรคประชาชาติ พรรคเพื่อไทรวมพลัง พรรครักชาติ พรรคโอกาสใหม่ และไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No) และอีก 0.10% ไม่ตอบ/ไม่สนใจ ส่วนคะแนนนิยมของพรรค ปชป. ก็ตามพรรคแกนนำรัฐบาลไม่มากหนัก เมื่อถึงวันลงคะแนนต้องลุ้นผลโพลจะแปรมาเป็นผลคะแนนจริงหรือไม่ เพราะพรรคเก่าแก่เหลืออดีตสส. ที่ร่วมเดินทางไปต่อกับพรรคเพียง 8 คน
นายอภิสิทธิ์ เปิดแคมเปญการหาเสียงเลือกตั้งของพรรค ปชป. “ไทยหายจน” หลังจากพรรค ปชป.เปิดสำรวจความคิดเห็นประชาชนผ่านทางโซเชียล ที่พรรคฯ ได้เปิดสำรวจผ่านกิจกรรม “ประเทศไทยไม่ทน” ทั้งปัญหาต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่อยากทนคนโกง ทั้งนักการเมือง ข้าราชการ เพราะการคอร์รัปชัน ที่อยู่เบื้องหลังปัญหาที่ประชาชนไม่อยากทนจนประชาชนท้อแท้ และต้องยอมทนไปวัน ๆ ไม่เห็นอนาคตข้างหน้า จนเกิดคำถามสุดท้ายว่า เมื่อใดคนไทยจะหายจน ดังนั้น พรรค ปชป.จึงอาสามาเปลี่ยนแปลงสภาพที่เป็นอยู่ ด้วยความเป็นสถาบันการเมืองของพรรค ปชป. ไม่มีประโยชน์ทับซ้อน เพื่อผลประโยชน์ประชาชน ผ่านประสบการณ์ และการเรียนรู้ความผิดพลาดในอดีต

และมั่นใจว่าพรรค ปชป. สามารถให้คำตอบของประเทศได้ ไม่ต้องทนหายใจไปวัน ๆ ดังนั้น การเลือกตั้งครั้งนี้ พรรค ปชป. และประชาชน จะกลับมาจากปัญหา “ทนหายใจ” เป็น “ไทยหายจน” เพื่อให้ประชาชนหลุดพ้นจากสภาพปัญหา โดยไม่ใช่แค่เรื่องปัญหาทางการเงินหรือเศรษฐกิจ แต่ยังครอบคลุมถึงปัญหาจนอื่นๆ อาทิ จนปัญญาจากปัญหาระบบการศึกษา จนตรอก เพราะไม่มีทางสู้ในการประกอบอาชีพ ดังนั้น พรรค ปชป.จะยึดแคมเปญนี้เป็นแกนหลัก เพื่อใช้ในการหาเสียง อาสาขจัดความจน แก้ปัญหาสังคม และพัฒนาคุณภาพชีวิต
ส่วนความเคลื่อนไหวของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย โฆษกพรรค ภท. เปิดเผยว่า ในวันที่ 24 ธ.ค.68 เวลา 10.00 น.จะมีการประชุมและแถลงนโยบายพรรค ภท. ในการหาเสียงเลือกตั้ง ที่โรงละครอักษรา คิง เพาเวอร์ ชั้น 3 โดยผู้แถลงนโยบาย ประกอบด้วย นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค ภท. นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรค และน.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ภายหลังจากการแถลงนโยบายพรรค ภท. ในการหาเสียงเลือกตั้งแล้ว จะมีการเปิดตัวผู้สมัครรับเลือกตั้ง ทั้ง 2 ระบบของพรรคคือ ผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบเขตเลือกตั้ง และ ผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ อย่างเป็นทางการ

ด้าน “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกฯ กล่าวถึงกรณีหลังเลือกตั้งอยากจับมือพรรคเพื่อไทย (พท.) หรือพรรคประชาชน (ปชน.) มากที่สุด โดยนายกฯ ย้อนถามว่า ทำไมต้องใช้คำว่าจับมือ ใครก็ตามที่ช่วยกันสร้างประโยชน์ให้บ้านเมือง วันนี้คนไทยเราต้องสามัคคีเป็นหลักก่อน เรามีเรื่องกับเพื่อนบ้านอยู่ เรื่องการเมือง ปล่อยไปตามกลไกของมัน ส่วนใหญ่ต้องหลังเลือกตั้งก่อน ใครไปพูดอะไรก่อน เดี๋ยวจะเจอสถานการณ์พอไปทำไม่ได้ จะกลายเป็นว่าต้องไปกลืนน้ำลาย วุ่นวายไปหมด เรื่องอะไรที่อยู่เหนือการควบคุม ไม่มีความเห็นดีกว่า
เมื่อถามว่า กรณีที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ปชน. ออกมาระบุว่า ถ้าพรรค ภท.เป็นรัฐบาล พรรค ปชน.พร้อมเป็นฝ่ายค้าน ว่า ตนเป็นนายกฯ ได้ก็เพราะเสียงของท่าน สำหรับ ภท.เดินเข้าสู่สนามเลือกตั้งด้วยความพร้อม ด้วยนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ ต่อประชาชน เมื่อถามถึง วันที่ 24 ธ.ค.นี้ ซึ่งจะเป็นการแถลงนโยบายพรรค ภท. จะมีการเปิดตัวแคนดิเดตนายกฯ ทั้ง 3 คน ด้วยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เอาเป็นว่าไม่ผิดหวังก็แล้วกัน ส่วนนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ มาเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค ภท.หรือไม่นั้น ก็ทำงานด้วยกัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงท้ายการสัมภาษณ์ นักข่าวได้เปิดรูปโปรโมตของพรรค ภท. การจัดวางถือเป็นการส่งสัญญาณชัดแล้วใช่หรือไม่ว่าแคนดิเดตนายกฯ เป็นนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ และนายเอกนิติ นายอนุทิน ปัดทันทีว่า พี่แต๋ม ก็อยู่หนิ
ต้องรอดูแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค ภท. เป็นใคร ซึ่งหนึ่งในนั้นต้องมี “นายอนุทิน” แน่ ส่วนอีก 2 คนจะเป็นใคร เพราะในโปสเตอร์โปรโมตของพรรคมีภาพนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์และนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว

ส่วนการนำนโยบายมาหาเสียงของพรรคต่างๆ นั้น มีการวางกรอบโดยสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) โดย “นายสุรพงษ์ อินทรถาวร” รองเลขาธิการ ป.ป.ช. รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษก ป.ป.ช. แถลงว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติเห็นชอบให้เสนอเกณฑ์ชี้วัดความเสี่ยงต่อการทุจริตเชิงนโยบาย ในขั้นตอนการพัฒนานโยบาย (Policy Formation) ของพรรคการเมือง และแนวทางการขับเคลื่อน เพื่อรองรับการเลือกตั้ง สส. 69 ต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตามมาตรา 32 แห่งพ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 การทุจริตเชิงนโยบาย เป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ ทั้งทางตรงหรือทางอ้อมในกระบวนการพัฒนานโยบายการบริหารประเทศ และการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ
โดยนักการเมืองหรือผู้มีอำนาจใช้อำนาจกำหนดการดำเนินนโยบายสาธารณะที่ดูเหมือนประโยชน์จะตกสู่ประชาชนหรือประเทศ แต่กลับแฝงด้วยการอาศัยช่องว่างทางกฎหมาย เพื่อเอื้อประโยชน์ต่อตนเอง หรือพวกพ้อง รวมทั้งการสร้างนโยบายในลักษณะประชานิยม ที่มีการใช้จ่ายเงินงบประมาณแผ่นดินจำนวนมาก ขาดการศึกษาความเป็นไปได้ของการดำเนินนโยบาย จนทำให้เกิดภาระหนี้สาธารณะ และเกิดผลกระทบต่อวินัยการเงินคลังของประเทศ เช่น คดีโครงการรับจำนำข้าว หรือคดีจัดซื้อกล้ายางพารา

“สำนักงาน ป.ป.ช. เห็นความสำคัญของปัญหาดังกล่าว จึงได้ดำเนินการศึกษาเพื่อพัฒนากลไกในการป้องกันการทุจริตเชิงนโยบาย ตั้งแต่ต้นทางในขั้นตอนการพัฒนานโยบาย สำหรับใช้ในการหาเสียงเลือกตั้งของพรรคการเมือง โดยเห็นควรเสนอเกณฑ์ชี้วัดความเสี่ยงต่อการทุจริตเชิงนโยบายของพรรคการเมือง ต่อ กกต. โดยเกณฑ์ดังกล่าวมีองค์ประกอบการประเมิน 4 ด้าน ได้แก่ การประเมินความเสี่ยงต่อการทุจริตเชิงนโยบาย การวิเคราะห์ผลกระทบ ความคุ้มค่า ความเป็นไปได้ และความเสี่ยงของนโยบายด้วยการมีส่วนร่วมอย่างเป็นระบบ แนวนโยบายด้านเจตจำนงทางการเมืองของพรรคการเมืองในการต่อต้านการทุจริต” นายสุรพงษ์ กล่าวว่า
ต้องถือว่า ป.ป.ช.ทำงานในเชิงรุก โดยการวางกรอบการผลักดันนโยบายของพรรคการเมืองต่างๆ ที่นำไปใช้ในการหาเสียง ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะทุจริต และสร้างความเสียหายให้กับประเทศ อย่างเช่นคดีโครงการรับจำนำข้าว และคดีจัดซื้อกล้ายางพารา คงต้องรอดูในที่สุด จะป้องกันความเสียหายได้จริงหรือไม่.
ทีมข่าวการเมือง



