นับเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่และน่าเศร้าของวงการดนตรีเมืองไทย หลังต้องสูญเสียบุคคลคุณภาพระดับตำนานอย่าง “พ.อ.อ.มนัส ปิติสานต์” ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีไทยสากล)ในวัย 98 ปี ผู้ที่ฝากผลงานเพลงอมตะและสร้างคุณูปการไว้อย่างมากมายให้กับแฟนเพลงมาหลายทศวรรษ
โดยในวันนี้ เวลา 16:00 น. ณ ศาลาพีชานนท์ วัดธาตุทอง พระอารามหลวง ได้มีการจัดพิธีรดน้ำศพและพิธีพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ พ.อ.อ.มนัส ปิติสานต์ ศิลปินแห่งชาติ บรรยากาศเต็มไปด้วยความโศกเศร้า มีศิลปินชั้นครูและคนในวงการเพลงมาร่วมไว้อาลัย อาทิ รุ่งฤดี แพ่งผ่องใส, วินัย พันธุรักษ์, เม้า สุดา ชื่นบาน, อรวี สัจจานนท์ และอีกมากมาย
ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานน้ำหลวงอาบศพ และพระราชทานเครื่องเกียรติยศประกอบศพชั้นสูง “หีบลายก้านแย่ง” เพื่อเชิดชูเกียรติในฐานะศิลปินแห่งชาติผู้ทำคุณประโยชน์และสร้างสรรค์ผลงานอันเป็นสมบัติของชาติมาอย่างยาวนาน สร้างความปลาบปลื้มในพระมหากรุณาธิคุณแก่ครอบครัวอย่างหาที่สุดมิได้
ก่อนเริ่มพิธี “จ๋อม พรสุข ปิติสานต์”ลูกสาวของครูมนัส ที่เฝ้าดูแลคุณพ่อจนลมหายใจสุดท้าย ได้เปิดเผยว่าคุณพ่อป่วยด้วยโรคเส้นเลือดหัวใจคดมานานกว่า 5-6 ปี แต่ปฏิเสธการผ่าตัดมาโดยตลอด ซึ่งคุณจ๋อมได้เผยถึงสาเหตุที่คุณพ่อปฏิเสธการผ่าตัดว่า
“พ่อเป็นโรคเส้นเลือดหัวใจคดมานานแล้ว แต่ไม่ผ่า เพราะว่าคุณแม่เคยผ่าอยู่ได้ 7 วันเสียชีวิต พ่อก็เลยบอกไม่ผ่า ผ่าเดี๋ยวก็ตาย เลยรักษาตามอาการมาเรื่อยๆ 5-6 ปี กินยาตามอาการ ยาหัวใจนี่แทบจะน้อยมาก ตอนหลังที่มีโควิด แรงมันถอยลงและตั้งแต่เป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์เอแรงก็ถอยเรื่อยๆ จนไปหาหมอ หมอเจาะเลือดดูค่าเลือดมันต่ำกว่าปกติ ประมาณ 4-5 วันก่อนจากไปอาการทรุดเยอะรุนแรงเป็นเสลดเยอะมาก กินอะไรไม่ลงเลย”
เมื่อถามถึงเรื่องการขายลิขสิทธิ์เพลงไปก่อนหน้านี้เหมือนเป็นลางสังหรณ์หรือเป็นการจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยร้อยก่อนจากไปไหม คุณจ๋อมเผยว่า
“เหตุผลที่ตัดสินใจขายลิขสิทธิ์ให้กับพรพิมล ท่านไม่เคยบอกเหตุผลว่าทำไมต้องเป็นพรพิมล แต่ตัวพี่ไม่อยากจะไปวุ่นวายก็เลยให้มีคนมาจัดการกันดีกว่า ก็คือคุยกันไปมาก็บอกพ่อว่าถ้าจะขายก็ขายเถอะ ก็เลยตัดสินใจเลือกให้กับขายให้กับพี่พร ซึ่งจริงๆพ่อก็พูดของแกอยู่ตลอด ว่าพ่ออยากตาย ร่างกายมันไม่ดีตามประสาคนแก่ เรื่องของเพลงขายแล้วก็จบ แต่สิ่งที่พ่อเป็นห่วงมากคือแกห่วงพี่ ตลอดเวลาพ่อจะพูดว่า ‘ถ้าพ่อตายไปแล้วจะอยู่ยังไง อยู่ได้ไหม ถ้าพ่อตาย’ แกก็ย้ำอย่างงี้ตลอด เราบอกอยู่ได้ จนบางครั้งเราแกล้งแหย่ไปว่า‘หรือลูกต้องตายตามพ่อไหม’ เราก็แกบอกไม่ต้องห่วงอยู่ได้ จนแกเริ่มไม่ไหวพี่ก็จับแขนพ่อบอกว่าไม่ต้องห่วงนะจ๋อมอยู่ได้นะ แกก็ลืมตาหลับมาแล้วแกก็หลับต่อ เพราะแกจะพูดตลอดแกกลัวพี่อยู่ไม่ได้ พี่คลุกคลีกับพ่อมาตลอด5-6ปี ทะเลาะกันทุกวัน(ยิ้ม)ดูแลพ่อมาตลอดกับพี่ชาย“

“ความเศร้าเสียใจตอนนี้พี่ชายอีกคนที่ช่วยดูแลพ่อยังคงเสียใจ ส่วนพี่ก็สุดแล้วนะ แต่ถ้าบางทีเหงาๆเราก็มีอาการ ทำใจสุดแล้ว เพราะเราก็รู้อยู่แล้วมันต้องมีวันนี้แหละ ก่อนพ่อจากไปพี่ชายก็ปั้มหัวใจ แต่พอดูแล้วไม่ไหว พี่เรียกโรงพยาบาลสินแพทย์เลย แล้วสินแพทย์เขามาปั๊มใช้เวลา 14 นาที สัญญาณมันก็ขึ้นมาแต่ว่าไม่รู้สึกตัว ก็เลยเหมือนนอนให้ออกซิเจนไปเรื่อยๆ แต่หมอบอกถ้าฟื้นมาก็ไม่เหมือนเดิมแล้ว เพราะมันขาดเลือดไป 14 นาที เลยตัดสินใจปล่อย ออกซิเจนตกก็ไม่ได้ทรมานเหมือนคนนอนหลับ”






