กรณีหน่วยงานความมั่นคงของไทย ร่วมกับสำนักงาน กสทช. ตรวจยึดโดรนต้องสงสัยกว่า 2,500 ลำ หลังพบลักษณะการจัดการและการใช้งานที่เข้าข่ายคล้าย “โมเดลยูเครน” ได้จุดคำถามสำคัญขึ้นมาในสังคมว่า คำว่าโมเดลยูเครนหมายถึงอะไร และเหตุใดจึงถูกใช้เป็นกรอบในการประเมินภัยคุกคามด้านความมั่นคง

“โมเดลยูเครน” ไม่ใช่การทำสงครามแบบดั้งเดิมที่ใช้กำลังพลเข้าปะทะกันตรง ๆ แต่เป็นรูปแบบการรบที่อาศัยสมอง เทคโนโลยี และจังหวะเวลา เป็นแกนหลัก ซึ่งเห็นได้ชัดจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

หนึ่งในหัวใจสำคัญของโมเดลนี้ คือ การโจมตีลึกหลังแนวรบ (Deep Strike) ยูเครนมุ่งเป้าไปที่ฐานทัพอากาศ คลังอาวุธ จุดซ่อมบำรุง และระบบโลจิสติกส์ของฝ่ายตรงข้าม แทนการปะทะกันเฉพาะหน้าแนวรบ เป้าหมายไม่ใช่การยึดพื้นที่ แต่เป็นการ “ตัดแขนขา” ทำให้ฝ่ายตรงข้ามขาดศักยภาพในการทำสงครามในระยะยาว

ขณะเดียวกัน โมเดลยูเครนยังโดดเด่นด้วยการใช้โดรนขนาดเล็ก ราคาถูก แต่ให้ผลกระทบสูง โดรนจำนวนมากเป็นโดรนเชิงพาณิชย์ที่ดัดแปลง บินต่ำ หลบเรดาร์ และบางส่วนถูกใช้เป็นโดรนพลีชีพ การทำลายเป้าหมายที่มีมูลค่าสูงด้วยอาวุธต้นทุนต่ำ ลักษณะนี้ถูกมองว่าเป็น “สงครามแบบไม่สมดุล” ที่ทำให้ฝ่ายซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าเสียเปรียบ

อีกองค์ประกอบสำคัญ คือการผสานข่าวกรองกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ ทั้งข้อมูลจากดาวเทียม ภาพถ่ายแบบเรียลไทม์ และการวิเคราะห์เป้าหมายอย่างเป็นระบบ ทำให้สามารถเลือกโจมตีเฉพาะจุดสำคัญ รู้ก่อน เห็นก่อน และลงมืออย่างแม่นยำ

ด่วน! สกัดทัพโดรนพิฆาต 2,500 ลำ ผงะคล้าย “โมเดลยูเครน” บินป่วนใกล้สุวรรณภูมิ

ลักษณะการปฏิบัติการของโมเดลยูเครน ยังเป็นการตีแล้วถอย ไม่ยึดพื้นที่ การโจมตีมักเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่เปิดโอกาสให้ฝ่ายตรงข้ามตอบโต้หนัก ช่วยลดการสูญเสียกำลังพลของฝ่ายตนเอง แต่สร้างแรงกดดันต่อเนื่องให้กับฝ่ายตรงข้าม

นอกจากนี้ โมเดลยูเครนยังมีมิติของ สงครามจิตวิทยา การโจมตีเป้าหมายที่อยู่ลึกเข้าไปในพื้นที่ของฝ่ายตรงข้าม ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัย กระทบขวัญกำลังใจของทั้งทหารและประชาชน ซึ่งในหลายกรณี “ผลทางจิตวิทยา” มีน้ำหนักมากกว่าความเสียหายทางกายภาพ

เมื่อเชื่อมโยงกับกรณีการตรวจยึดโดรนจำนวนมากในประเทศไทย หน่วยงานด้านความมั่นคงจึงประเมินว่า รูปแบบการจัดหา การลำเลียง และการใช้งานโดรนดังกล่าว อาจเข้าข่ายภัยคุกคามแนวใหม่ ที่ไม่ได้มาในรูปแบบการใช้กำลังโดยตรง แต่เป็นการใช้เทคโนโลยีเป็นตัวเพิ่มความเสี่ยงต่อความมั่นคงและความปลอดภัยของประเทศ

โดยสรุป โมเดลยูเครน คือรูปแบบการปฏิบัติการที่

ใช้น้อยแต่ได้มาก

ไม่ชนตรง แต่ตัดระบบ

อาศัยเทคโนโลยี ข่าวกรอง และจังหวะเวลา

และกำลังถูกมองว่าเป็นต้นแบบของสงครามยุคใหม่ ที่ทำให้ประเทศขนาดเล็กสามารถรับมือกับประเทศที่มีศักยภาพทางทหารสูงกว่าได้ หากเลือกใช้วิธีการอย่างเหมาะสม