เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. ที่ศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ไทย-กัมพูชา สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ดร.นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ โฆษกกระทรวงสาธารณสุข แถลงถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ด้านสาธารณสุข ว่า ขณะนี้มีการปิดโรงพยาบาลใน 7 จังหวัดชายแดน รวมทั้งหมด 18 แห่ง โดยแบ่งเป็นการปิดโดยสมบูรณ์ 9 แห่ง และปิดบางส่วนเพื่อเปิดเฉพาะห้องฉุกเฉินอีก 9 แห่ง รวมถึงยังมีโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) เกือบ 200 แห่งที่ต้องปิดทำการ เพื่อความปลอดภัยของบุคลากร และเปิดพื้นที่ให้เจ้าหน้าที่ทหารปฏิบัติงานได้อย่างเต็มที่

ดร.นพ.วรตม์ กล่าวอีกว่า สำหรับพื้นที่ จ.สระแก้ว มีการเฝ้าระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงพยาบาลจิตเวชสระแก้วราชนครินทร์ที่เริ่มทยอยอพยพคนไข้ไปยังพื้นที่ปลอดภัยแล้ว ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขได้เตรียมแผนรองรับไว้ถึง 4 ระดับ หากมีการโจมตีด้วยอาวุธที่รุนแรงขึ้น เพื่อให้การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยและบุคลากรเป็นไปอย่างปลอดภัยสูงสุดผ่านระบบโรงพยาบาลคู่เครือข่าย

ด้าน นางมาระตี นะลิตา อันดาโม รองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงรายงานข่าวจากสื่อกัมพูชาที่อ้างว่า นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ระบุว่าไทยเป็นฝ่ายเริ่มการโจมตีก่อน ว่า ยังไม่ได้เห็นที่นายทรัมป์พูดถึงประเด็นนี้ และเขาก็ไม่ได้พูดชัดเจนขนาดนั้น แต่เราขอยืนยันว่าฝ่ายไทยไม่ได้เริ่มการโจมตีก่อน โดยเรามีข้อมูลและหลักฐานที่เราชี้แจงกับฝ่ายสหรัฐ และหลายประเทศ และล่าสุดที่มีการพูดคุยระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และรมว.มหาดไทย กับนายทรัมป์ ก็พูดอย่างชัดเจนว่า ต่อจากนี้ไป ขอให้รมว.การต่างประเทศของไทยและสหรัฐ คุยกันต่อไปในรายละเอียด และนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ ได้พูดคุยกับ รมว.การต่างประเทศสหรัฐ และจะพูดคุยกันอีกรอบในเร็วๆ นี้ โดยรมว.การต่างประเทศสหรัฐ มีความชัดเจนในท่าทีของไทย เรื่องทุ่นระเบิดว่าไม่ใช่อุบัติเหตุ และเป็นเรื่องที่ประชาชนไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่งในเรื่องทุ่นระเบิดที่เราเดินหน้าต่อ ทั้งในกรอบอนุสัญญาออตตาวา หรือสหประชาชาติ ขอให้มั่นใจว่าท่าทีของเรามีหลักฐานมีข้อมูล และมีทุกอย่างชัดเจนว่าเราเป็นผู้ถูกกระทำและมีความจำเป็นที่จะต้องใช้สิทธิตามกฎบัตรสหประชาชาติในการปกป้องตนเอง