“ทีมข่าวนวัตกรรมขนส่งเดลินิวส์” รายงานว่า เมื่อวันที่ 29 มิ.ย. เวลา 09.09 น. ที่การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้มีพิธีลงนามสัญญาว่าจ้างนายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง ผู้ว่า รฟท. คนใหม่ คนที่ 21 อย่างเป็นทางการ มีนายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง (ทล.) ในฐานะประธานคณะกรรมการ (บอร์ด) รฟท. เป็นผู้ลงนามสัญญาว่าจ้าง มีผลตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ระยะเวลาดำรงตำแหน่ง 4 ปี อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้นายอนันต์ เคยเป็นรองผู้ว่า รฟท. ถือเป็นผู้ว่า รฟท. คนที่ 3 ที่มาจากคนในที่เข้ารับการสรรหา และได้รับการคัดเลือกในรอบ 13 ปี แทนนายวีริศ อัมระปาล ผู้ว่า รฟท. ที่ยื่นหนังสือลาออก เมื่อวันที่ 30 ต.ค. 2568

นายอนันต์ กล่าวว่า ในช่วง 4 ปีที่ตนเป็นผู้ว่า รฟท. จะเร่งผลักดันโครงการก่อสร้างต่างๆ เพื่อเปิดบริการประชาชนได้ตามแผนงาน พร้อมทั้งมุ่งสร้างรายได้เพิ่ม ลดรายจ่ายให้ รฟท. โดยในระยะเร่งด่วน (Quick Win) จะดำเนินการ 3 เรื่องหลัก ได้แก่ 1.เร่งรัดงานก่อสร้างที่อยู่ระหว่างดำเนินการ โดยเฉพาะโครงการระบบรถไฟชานเมือง สายสีแดงเข้ม ช่วงรังสิต-มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต และสายสีแดงอ่อน ช่วงศิริราช-ตลิ่งชัน-ศาลายา และสถานีเพิ่มเติม 3 สถานี (สถานีสะพานพระราม 6 สถานีบางกรวย-กฟผ. และสถานีบ้านฉิมพลี) ที่เตรียมเริ่มก่อสร้างในเดือน ก.ค. 2569 และเปิดให้บริการในปี 2572
นายอนันต์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้จะขยายเส้นทางให้บริการรถดีเซลราง KIHA 40 และ KIHA 48 ในรูปแบบ Feeder จากปัจจุบันทดลองให้บริการเส้นทาง ดอนเมือง-พระนครศรีอยุธยา-ดอนเมือง เป็น สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์-พระนครศรีอยุธยา-สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ และเพิ่มวันให้บริการจากเดิมวันจันทร์-ศุกร์ เป็นวันเสาร์-อาทิตย์ด้วย คาดว่าจะเริ่มให้บริการในเร็วๆ นี้ ขณะนี้อยู่ระหว่างจัดทำแผนการเดินรถ ขณะเดียวกันจะผลักดันรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในปี 2569 จำนวน 3 เส้นทาง ได้แก่ ช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี ระยะทาง 168 กิโลเมตร (กม.) วงเงิน 30,422 ล้านบาท, ช่วงสุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่-สงขลา ระยะทาง 321 กม. วงเงิน 66,270 ล้านบาท และช่วงชุมทางหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ ระยะทาง 45 กม. วงเงิน 7,772 ล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างเร่งปรับแบบรองรับเหตุการณ์น้ำท่วม จะแล้วเสร็จเร็วๆ นี้

2.เร่งดำเนินการเปิดให้เอกชนร่วมใช้ราง(Open Access) ตามกฎหมาย โดยขณะนี้ รฟท. ได้ประกาศเอกสารโครงข่ายราง หรือทางเฉพาะ (Network Statement) ประจำปี 2569 แล้ว ซึ่งมีข้อมูลทั้งขั้นตอน กฎเกณฑ์ เงื่อนไข แนวเส้นทางที่ยังว่าง และปริมาณการเดินรถของ รฟท. เบื้องต้นคาดว่าประมาณเดือน ส.ค. 2569 จะเปิดให้เอกชนสามารถยื่นขอร่วมใช้รางเข้ามายัง รฟท. ได้ ซึ่งจะทำให้เกิดการแข่งขัน ประชาชนมีทางเลือกในการใช้บริการ โดย รฟท. ก็ต้องพัฒนาปรับปรุงการบริการให้สามารถแข่งขันกับเอกชนได้ด้วย
ผู้สื่อข่าวถามว่า เมื่อเปิดให้เอกชนร่วมใช้รางแล้ว ทาง รฟท. จะยังเดินหน้าจัดหาขบวนรถใหม่หรือไม่ นายอนันต์ กล่าวว่า รฟท. ให้ความสำคัญเรื่องการจัดหาขบวนรถใหม่เป็นลำดับแรก แต่ขอรอดูก่อนว่าเอกชนสนใจขอร่วมใช้รางมากน้อยแค่ไหน ถ้าเอกชนสนใจจำนวนมาก ก็อาจต้องมาทบทวนการจัดหาขบวนรถใหม่

นายอนันต์ กล่าวต่อว่า และ 3. เรื่องความปลอดภัย ทั้งการให้บริการเดินรถ และการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะตามแนวเส้นทางเดินรถ จะกำชับผู้รับจ้างให้ปฏิบัติตามมาตรการอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งนำบทเรียนที่ได้รับจากอุบัติเหตุต่างๆ มาหาทางป้องกัน เพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอย อย่างไรก็ตามยังมีอีกหลายเรื่องที่ตนตั้งใจจะดำเนินการให้ได้ใน 4 ปี อาทิ ด้านการเงินของ รฟท. มีหนี้สะสมอยู่ประมาณ 3 แสนล้านบาท กำไรจากการดำเนินงาน (EBITDA) ปัจจุบันติดลบอยู่ 3-4 พันล้านบาท ตั้งเป้าหมายจะลดลงให้ได้อย่างน้อยปีละ 500 ล้านบาท 4 ปีประมาณ 2,000 ล้านบาท
นายอนันต์ กล่าวอีกว่า ปัจจัยที่จะทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น และตัวเลขจะติดลบน้อยลง อาทิ การจัดแผนซ่อมบำรุงรถจักรล้อเลื่อน จากเดิมซ่อมเป็นคัน ปรับเป็นซ่อมเป็นขบวน ซึ่งการมีรถให้บริการพร้อมกันทั้งขบวน จะทำให้การให้บริการสมบูรณ์กว่าทำรายได้ได้เต็มประสิทธิภาพ, การปรับปรุงรถชั้น 3 ให้เป็นรถปรับอากาศ จะเก็บค่าโดยสารได้มากขึ้นกว่าเดิม และการหารายได้จากสินทรัพย์ และที่ดินที่ รฟท. มีอยู่ อย่างไรก็ตามเบื้องต้นคาดว่าจะมีรายได้เพิ่มขึ้นประมาณ 10% จากปัจจุบัน รฟท. มีรายได้ประมาณ 1 หมื่นล้านบาทต่อปี
ด้านนายปิยพงษ์ กล่าวว่า บอร์ด รฟท. ตั้งเป้าหมาย และคาดหวังให้วาระ 4 ปีของผู้ว่า รฟท. คนใหม่นี้ เป็นช่วงเวลาที่ รฟท. จะปรับตัว และขับเคลื่อนไปข้างหน้า (Take Off) ทั้งในด้านการพัฒนาโครงข่าย การให้บริการ และการยกระดับความปลอดภัยในการก่อสร้าง รวมทั้งการเดินรถ โดยสิ่งที่เป็นเรื่องเร่งด่วนคือ การเพิ่มกรอบอัตรากำลัง 2,850 อัตรา ซึ่งมีการพูดถึงกันมาหลายปี แต่ยังทำไม่สำเร็จ ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญ และเป็นรากฐานในการดำเนินงานเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง จะทำให้การทำงานของ รฟท. มีประสิทธิภาพมากขึ้น



