นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า สถานการณ์ส่งออกทองคำในช่วง 11 เดือนของปี 68 (ม.ค.-พ.ย. 68) มีมูลค่ารวม 11,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 13.2% และมีสัดส่วน 3.8% ของการส่งออกไทยโดยรวม ซึ่งหากคิดเป็นเงินบาท โดยคำนวนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ 32-33 บาท จะมีมูลค่ารวม 3.8 แสนล้านบาท ซึ่งยอมรับว่า การซื้อขายทองคำนั้นเป็นส่วนหนึ่งที่มีผลต่อการแข็งค่าของเงินบาท
ส่วนการส่งออกทองคำ เฉพาะเดือน พ.ย. 68 มีการพลิกกลับมาหดตัว 51.2% เนื่องจากผลจากปริมาณ และราคาที่สูงขึ้นทำให้แรงขายเก็งกำไรลดน้อยลง โดยเฉพาะในช่วง 2 เดือนหลังมานี้ การส่งออกทองคำลดลงมาก เพราะมีการเทขายทำกำไรไปก่อนหน้านี้แล้ว โดยตลาดส่งออกทองคำสำคัญของไทย ที่ยังขยายตัวดีในปีนี้ ได้แก่ สวิตเซอร์แลนด์, กัมพูชา, สิงคโปร์ และลาว อย่างไรก็ตาม การส่งออกทองคำไปกัมพูชาในเดือนล่าสุดมียอดติดลบลงแล้ว
สำหรับภาพรวมการส่งออกไทยเดือน พ.ย. 68 มีมูลค่า 27,445.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 7.1% ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 17 ติดต่อกัน ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 30,172.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 17.6% ขาดดุลการค้า 2,726.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ด้านการส่งออก 11 เดือนของปี 68 (ม.ค.-พ.ย.) มีมูลค่า 310,706.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 12.6% เป็นยอดการส่งออกที่ทำสถิติสูงสุด ตั้งแต่มีการส่งออกมา ขณะที่การนำเข้ามูลค่า 315,662.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 12.4% ทำสถิตินิวไฮเช่นเดียวกัน ขาดดุลการค้า 4,956 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ทั้งนี้ ปัจจัยที่กระทบมาจาก การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ลดลง 9.5% หดตัวต่อเนื่อง 4 เดือน โดยสินค้าเกษตร ลด 15.7% สินค้าอุตสาหกรรมเกษตร ลด 2.3% ซึ่งสาเหตุที่สินค้าติดลบมาก เพราะได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทแข็งค่าสูงกว่าภูมิภาคทำให้การแข่งขันของสินค้าเกษตรไทยลดลง โดยสินค้าสำคัญที่ขยายตัว อาทิ ผลไม้กระป๋องและแปรรูป ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ กุ้งสดแช่เย็นแช่แข็ง และเนื้อและส่วนต่าง ๆ ของสัตว์ที่บริโภคได้ ส่วนสินค้าสำคัญที่หดตัว อาทิ ข้าว ยางพารา อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็ง และแห้ง ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง เครื่องดื่ม และน้ำตาลทราย ส่งผลให้ยอดรวม 11 เดือนของปี 68 การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ติดลบ 0.7%
อย่างไรก็ตาม มีการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม ขยายตัว 12.2% เป็นบวกต่อเนื่อง 20 เดือน โดยสินค้าสำคัญที่ขยายตัว อาทิ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องโทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ แผงสวิตช์และแผงควบคุมกระแสไฟฟ้า ส่วนสินค้าสำคัญที่หดตัว อาทิ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง เคมีภัณฑ์ เม็ดพลาสติก
นายนันทพงษ์ กล่าวว่า แนวโน้มการส่งออกเดือน ธ.ค. 68 ประเมินขั้นต่ำอยู่ที่ 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จะทำให้ยอดส่งออกทั้งปี มีมูลค่า 335,707 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 11.6% และขั้นสูง 26,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มูลค่าทั้งปีอยู่ที่ 337,207 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 12.1% ซึ่งเกินเป้าหมายที่ตั้งไว้ 2-3% ส่วนเป้าหมายการส่งออกปี 69 ประเมินไว้ว่าจะอยู่ในช่วงติดลบ 3.1% ถึงขยายตัว 1.1%
“ที่มองว่าจะขยายตัวติดลบ 3.1% เพราะปีหน้า ยังมีปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ที่เป็นตัวฉุดสำคัญ เงินบาทแข็งค่า มีผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหาร ส่วนภาษีสหรัฐ ถ้ายังอยู่ในระดับ 19% ก็โอเค เพราะยังแข่งขันได้ เมื่อเทียบกับในภูมิภาค และที่มองว่ามีโอกาสเป็นบวกได้ 1.1% เพราะความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เอไอ คลาวด์ มีความต้องการสูงมาก จะเป็นตัวหลักที่ช่วยผลักดันยอดส่งออก”



