เมื่อวันที่ 26 ธ.ค. นายสุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เปิดเผยว่า ผลการติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำทะเลชายฝั่งทั่วประเทศ ปี 2568 จำนวน 210 จุด ครอบคลุมพื้นที่การใช้ประโยชน์ตามมาตรฐานคุณภาพน้ำทะเล 6 ประเภท ผลการประเมินดัชนีคุณภาพน้ำทะเล (Marine Water Quality Index; MWQI) พบว่า อยู่ในเกณฑ์ดี ร้อยละ 31 เกณฑ์พอใช้ ร้อยละ 60 เกณฑ์เสื่อมโทรม ร้อยละ 6 และกณฑ์เสื่อมโทรมมาก ร้อยละ 3

โดยพื้นที่ที่มีคุณภาพน้ำทะเลดีที่สุด 10 ลำดับแรก ได้แก่ 1.อ่าวสะพลี จ.ชุมพร 2.อ่าวบ่อม่วง จ.กระบี่ 3.หาดคลองดาว จ.กระบี่ 4.หาดทุ่งวัวแล่น จ.ชุมพร 5.บ้านคลองนิน เกาะลันตา จ.กระบี่ 6.หาดริ้น เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี 7.หาดท้ายเหมือง จ.พังงา 8.หาดละไม เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี 9. เกาะไก่ จ.กระบี่ และ 10.อ่าวบางสน จ.ชุมพร

ขณะที่พื้นที่ที่มีคุณภาพน้ำทะเลเสื่อมโทรมมากที่สุด 5 ลำดับแรก ได้แก่ 1.ปากแม่น้ำเจ้าพระยา จ.สมุทรปราการ 2.ปากคลอง 12 ธันวา จ.สมุทรปราการ 3.โรงงานฟอกย้อม กม.35 จ.สมุทรปราการ 4.บางขุนทียน กทม. และ 5.ปากแม่น้ำท่าจีน จ.สมุทรสาคร

แนวโน้มคุณภาพน้ำทะเลชายฝั่งตลอด 10 ปีที่ผ่านมา (2559-2568) ค่อนข้างคงที่ โดยพื้นที่ฝั่งอันดามันยังคงมีคุณภาพดีที่สุด ขณะที่ปัญหาหลักที่พบคือ สารอาหารและแบคทีเรียสูง ซึ่งสารอาหารที่สูงขึ้นอาจกระตุ้นให้เกิดปรากฏการณ์น้ำทะเลเปลี่ยนสีได้บ่อยขึ้น

สำหรับการตรวจสอบคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำสำคัญทั่วประเทศ จำนวน 363 จุดตรวจวัด ครอบคลุมแหล่งน้ำสายหลัก 59 แหล่งน้ำ และแหล่งน้ำนิ่ง 6 แหล่งน้ำ ปี 2568 (จากผลการตรวจวัดจำนวน 3 ครั้ง ในช่วงเดือน ม.ค.-ก.ย. 2568) พบว่า มีผลการประเมินดัชนีคุณภาพน้ำแหล่งน้ำผิวดิน (Water Quality Index; WQI) อยู่ในเกณฑ์ดี ร้อยละ 40 เกณฑ์พอใช้ ร้อยละ 46 และเกณฑ์เสื่อมโทรม ร้อยละ 14 โดยไม่พบแหล่งน้ำที่มีคุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์เสื่อมโทรมมาก

ผลการจัดอันดับแหล่งน้ำผิวดินที่มีคุณภาพน้ำดีที่สุด 10 อันดับแรก ได้แก่ 1.แม่น้ำเพชรบุรีตอนบน 2.แม่น้ำตาปีตอนบน 3.แม่น้ำอูน 4.ทะเลสาบหนองหาร 5.แม่น้ำพุมดวง 6.แม่น้ำสงคราม 7.แม่น้ำแควน้อย 8.แม่น้ำหลังสวนตอนบน 9.แม่น้ำเลย และ 10.แม่น้ำพอง

จากการติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำผิวดินของประเทศอย่างต่อเนื่องในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (2559-2568) พบว่า โดยรวมมีแนวโน้มดีขึ้นเล็กน้อย โดยแหล่งน้ำส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์พอใช้ถึงดี และไม่พบแหล่งน้ำที่มีคุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์เสื่อมโทรมมาก ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความก้าวหน้าในการเฝ้าระวัง ฟื้นฟู และบริหารจัดการคุณภาพน้ำของประเทศอันเป็นผลจากความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง

นายสุรินทร์ กล่าวว่า คพ. ยังคงให้ความสำคัญกับการติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการวางแผน การกำหนดมาตรการ และการสนับสนุนการบริหารจัดการคุณภาพน้ำทั้งในระดับพื้นที่และระดับประเทศ ควบคู่กับการส่งเสริมความร่วมมือจากประชาชน ชุมชน หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน ในการดูแลรักษาแหล่งน้ำสาธารณะ การจัดการน้ำเสียอย่างเหมาะสม และการใช้ทรัพยากรน้ำอย่างรู้คุณค่า

คพ. ขอเชิญชวนทุกภาคส่วนร่วมกันตระหนักถึงความสำคัญของการใช้ทรัพยากรและการดำเนินกิจกรรมต่างๆ อย่างเหมาะสมและรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม โดยคำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อคุณภาพน้ำทั้งน้ำผิวดินและน้ำทะเลในระยะยาว เพื่อร่วมกันยกระดับและรักษาคุณภาพแหล่งน้ำของประเทศให้มีความเหมาะสมต่อการใช้ประโยชน์ และเกิดความยั่งยืนต่อไป นายสุรินทร์ กล่าว