วันที่ 26 ธ.ค. นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท. ร่วมกับกระทรวงการคลัง ธนาคารพาณิชย์ ร่วมผลักดันโครงการกลไกการค้ำประกันสินเชื่อ หรือ SMEs Credit Boost โดยจะเป็นสินเชื่อใหม่เท่านั้น เพื่อให้เอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งเงินทุน หลังจากสินเชื่อเอสเอ็มอีติดลบต่อเนื่องนานถึง 13 ไตรมาส คาดหวังให้เกิดการค้ำประกันสินเชื่อเอสเอ็มอีครั้งนี้ 100,000 ล้านบาท สามารถเริ่มโครงการได้ตั้งแต่วันที่ 15 ม.ค.69 เป็นต้นไป
สำหรับกลไกใหม่นี้จะเข้ามาช่วยค้ำประกันสินเชื่อเพื่อเป็นส่วนเสริมให้ธนาคารพาณิชย์สามารถปล่อยสินเชื่อได้ง่ายขึ้น และไม่ใช่กลไกของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เดิม กลไกนี้เป็นการสร้างกลไกใหม่ขึ้นมา โดยโครงการนี้ไม่ได้ใช้เงินจากงบประมาณของรัฐบาล แต่ใช้เงินจากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (เอฟไอดีเอฟ) 20,000 ล้านบาท โดยเป็นการแบ่งเงินบางส่วนที่ลดการนำส่งเงินเข้ากองทุนเอฟไอดีเอฟ ในปี 69 และธนาคารพาณิชย์เองก็รวมกันสมัครใจร่วมสนับสนุนเงินส่วนนี้เข้ามาในกลไกการค้ำประกัน
ขณะที่วงเงินค้ำประกันสินเชื่อ ครอบคลุมเอสเอ็มอีกลุ่มเป้าหมายได้สูงสุดถึง 100 ล้านบาท เช่น กลุ่มอาหารและเกษตร, กลุ่มเวลเนส, กลุ่มสมาร์ทอิเล็กทริกและกลุ่มค้าส่งค้าปลีก ในขณะที่โครงการล่าสุดของ บสย. ค้ำประกันได้สูงสุดเพียง 40 ล้านบาทสำหรับสินเชื่อเอสเอ็มอีทั่วไป ส่วนองค์กรขนาดใหญ่ สามารถค้ำประกันได้สูงสุดถึง 150 ล้านบาท หากมีการลงทุนเพื่อเพิ่มศักยภาพ เช่น การลงทุนด้านเอไอ, การลงทุนด้านกรีน, หรือการลงทุนเพื่อใช้เครื่องมือสมัยใหม่เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต โดยไมโครเอสเอ็มอีค้ำประกัน 30% ส่วนเอสเอ็มอีขนาดเล็ก 20% และขนาดกลาง 15%
อย่างไรก็ตามกลไกนี้มีไว้เพื่อปล่อยสินเชื่อใหม่เท่านั้นโดยถูกควบคุมอย่างเข้มงวดว่าต้องนำไปใช้เพื่อการลงทุนใหม่จริง ๆ เช่น การเพิ่มศักยภาพหรือการลงทุนด้านเทคโนโลยี ไม่สามารถนำไปกู้เพื่อรีไฟแนนซ์หนี้เดิมได้ เปิดรับคำขอ 2 ปี ให้การค้ำประกันนานถึง 7 ปี
“สินเชื่อเอสเอ็มอี ติดลบยาวนานนั้น นอกจากเป็นผลจากเศรษฐกิจที่อาจซบเซาและความต้องการใช้สินเชื่อที่ไม่มากนักแล้ว ยังมีสาเหตุหลักมาจากความเสี่ยงของสินเชื่อเอสเอ็มอีที่ถูกประเมินว่าสูง ทำให้ธนาคารพาณิชย์เกิดความลังเลในการปล่อยสินเชื่อ ปัญหาสินเชื่อติดลบนี้เป็นปัญหาเชิงเครดิตและความเสี่ยง ไม่ใช่ปัญหาเรื่องอัตราดอกเบี้ย”



