สวัสดีวันหยุด กับสุดสัปดาห์สุดท้ายของปี 2568 “อ้วนซ่า แอบซิ่ง” ขออวยพรให้ปีใหม่ที่จะมาถึงนี้ เต็มไปด้วยความสุขความเจริญกันถ้วนหน้านะขอรับ! เรื่องราวส่งท้ายปี 2568 ของเราในตอนนี้ก็คือ ข่าวของรถเอสยูวีรุ่นใหม่จากค่ายฟอร์ด ที่น่าลุ้นว่าอาจจะได้มาทำตลาดในบ้านเรานั่นก็คือ “ฟอร์ด บรองโค” (Ford Bronco)

ชื่อ “บรองโค” หรือ “เจ้าม้าป่า” ของฟอร์ดนี้เป็นหนึ่งในรถตระกูลเก่าแก่ ของเอสยูวีสายลุยจากฟอร์ด มาตั้งแต่ยุคทศวรรษที่ 60 ที่ได้กลับมาเกิดใหม่อีกครั้งในปี 2021ด้วยดีไซน์ย้อนยุค โดดเด่นด้วยเส้นสายที่เรียบง่ายทะมัดทะแมง กับสไตล์ลุยๆที่พร้อมท้าชนกับรถจากค่าย “จี๊ป” (Jeep) ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในตลาดสหรัฐอเมริกา ซึ่งกระแสเรียกร้องทำให้ปี 2024 ฟอร์ด ตัดสินส่งออกไปขายยังประเทศจีน

จากการขายในจีน พวกเขาพบว่า พวกเขาสามารถพัฒนารถที่มีคุณลักษณะ เชิงสมบุกสมบัน แบบ “บรองโค” ได้ แต่เปลี่ยนมาใช้พลังงานไฟฟ้า โดยใช้ศักยภาพด้านการผลิตร่วมกับผู้ผลิตจากจีน และยังสามารถส่งออกจากจีนไปยังตลาดอื่นๆได้ด้วยราคาที่สมเหตุผล นี่จึงเป็นที่มาของรถยนต์เอสยูวี บรองโค รุ่นใหม่พลังไฟฟ้า และแบบ EREV (ติดตั้งเครื่องปั่นไฟ เพื่อยืดระยะทางวิ่ง) ในชื่อของ “ฟอร์ด บรองโค เบสแคมป์” (Ford Bronco Base Camp)

คำว่า “เบสแคมป์” นั้นหมายถึง ฐานที่หมายบริเวณตีนเขา ที่นักไต่เขาใช้ตั้งหลักก่อนจะปีนเขา นั่นเอง รถรุ่นนี้ฟอร์ดตั้งเป้าไว้ว่า จะสามารถส่งออกไป ออสเตรเลีย ที่เป็นตลาดใหญ่ของรถแนวออฟโรด เอสยูวี รวมถึงตลาดอาเซียน หรือเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งแน่นอนว่ามีบ้านเรา และยังรวมไปถึงตลาดอเมริกาใต้ และตะวันออกกลางอีกด้วย

ด้านการออกแบบรถรุ่นใหม่นี้ ดูแล้วเป็น “บรองโค” ทุกกระเบียดนิ้ว ด้วยตัวถังที่เน้นเส้นตรงเหลี่ยมสัน และกระจังหน้าสีดำกว้างซ้ายจรดขวาพร้อมตัวอักษรเป็นคำว่า “BRONCO” ที่สว่างเด่นชัด โดยรวมแล้วเข้ากับกระแสนิยมรถทรงเหลี่ยมเรียบง่าย หรือที่บ้านเราเรียกว่า “ทรงลุง” นั่นเอง

โดยโครงสร้างของรถนั้นเป็นแบบ “ยูนิบอดี้” (Unibody) คือตัวถังแบบชิ้นเดียวสไตล์รถเก๋ง ต่างจากรถเอสยูวีอย่าง “เอเวอร์เรสต์” (Everest) ที่ใช้ตัวถังวางบนแชสซีส์แบบกล่องเหล็กทรงบันได (Ladder Frame Chassis) ที่รับพื้นฐานมาจากรถกระบะ โครงยูนิบอดี้ทำให้บรองโค เบสแคมป์ บางเพรียวกว่าเอเวอร์เรสต์ แต่ก็ยังแข็งแรงเพราะชดเชยความแข็งแรงด้วยโครงสร้างของชุดแบตเตอรี่ด้านล่างนั่นเอง แม้มันไม่ได้เน้นลุยหนัก แต่ก็แข็งแรงพอสำหรับการลุยทั่วไป

จากมิติตัวถัง มันยาวถึง 5 เมตร และฐานล้อยาวถึง 2,950 มม. แต่มีเพียง 5 ที่นั่ง นั่นก็คือเน้นนั่งสบายอย่างชัดเจน แต่เรื่องการลุยก็ยังไม่ทิ้ง เพราะใต้ท้องรถสูงถึง 220 มม. และลุยน้ำได้ลึกถึง 600 มม. และยังมาพร้อมกับระบบขับเคลื่อนที่สามารถล้อคเพลาหน้า-ท้าย (Front/ Rear Diff Lock) พร้อมรับสถานการณ์ตกหลุมตกหล่ม และยังมาพร้อมระบบกระจายแรงบิดหลากหลายรูปแบบ รวมถึงโหมดไต่ (Crawl) ในพื้นที่ๆเป็นหินร่วน หรือไต่ทางชัน เรียกว่า ไม่ทิ้งลายรถลุยพันธ์แกร่ง และแน่นอนว่าเป็นรถที่มีพื้นฐานมาจากเก๋ง มันจึงมาพร้อมช่วงล่างที่ให้การทรงตัวเหนือกว่ารถที่พัฒนามาจากรถเพื่อการพาณิชย์ ช่วงล่างด้านหน้าของมันเป็นแบบ ดับเบิ้ลวิชโบน (Double Wishbone) ส่วนด้านหลังเป็นแบบ มัลติลิ้งค์ (Multi Links)

รถรุ่นนี้จะมาพร้อม ขุมกำลัง 2 แบบ คือ ไฟฟ้าล้วนจะมาพร้อมแบตฯขนาดใหญ่พิเศษ 105.4 kWh มอเตอร์ 445 แรงม้า แรงบิด 575 นิวตันเมตร วิ่งได้ไกล 650 กม. (CLTC) กับอีกแบบคือ EREV (เครื่องปั่นไฟ) ซึ่งจะมีแบตฯ 43.7 kWh ส่งกำลังไปยังมอเตอร์ 415 แรงม้า แรงบิด 600 นิวตันเมตร แต่วิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนได้เพียง 220 กิโลเมตร (CLTC) แต่มีเครื่องปั่นไฟแบบเบนซิน 1.5 ลิตรเทอร์โบอยู่ด้วย ทำให้มีระยะทางวิ่งรวมระดับพันกิโลเมตรสบายๆ

ด้านห้องโดยสารก็เป็นสไตล์รถไฟฟ้าร่วมสมัย ให้ความล้ำสมัย ไม่ได้เน้นลุย แต่เน้นการท่องเที่ยว แคมปิ้ง ในรถมีตู้เย็นความจุ 7.5 ลิตร ไปเที่ยวไม่ต้องกลัวไม่มีเครื่องดื่มเย็นๆขาดมือ โดยจุดที่น่าสนใจคือ ฝากระโปรงท้ายแบบบานสวิง ที่มีจุดเด่นที่สามารถกางโต๊ะทำงานอเนกประสงค์ออกมาได้และยังมาพร้อมระบบแม่เหล็กที่ชาญฉลาด เรียกว่าด้วยราคาเปิดตัวในจีน 1.04-1.28 ล้านบาท มาถึงบ้านเราคงจะสูสีกับเอเวอร์เรสต์แน่นอน งานนี้ ลางเนื้อชอบลางยา ใครชอบรถแนวนี้ก็มีลุ้นแน่นอนขอรับ!



