สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 27 ธ.ค. ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ กล่าวถึงปฏิบัติการของกองทัพสหรัฐ ที่เป็นการโจมตีเป้าหมายเกี่ยวข้องกับกลุ่มไอเอสในไนจีเรีย เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันคริสต์มาส ว่าเดิมทีทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องวางแผนร่วมกัน ว่าให้การโจมตีเกิดขึ้นเร็วกว่านั้น แต่เขาเสนอเองว่า “ให้เป็นของขวัญวันคริสต์มาสดีกว่า”


ทรัมป์กล่าวต่อไปว่า กลุ่มก่อการร้ายไม่คาดคิด ว่าสหรัฐจะลงมือในวันคริสต์มาส และยืนยันว่า “การโจมตีเป็นไปอย่างหนักหน่วง และทำลายเป้าหมายได้อย่างราบคาบ”


ด้านกระทรวงข่าวสารไนจีเรียเปิดเผยว่า กองทัพสหรัฐส่งอากาศยานไร้คนขับหลายลำ ที่เป็นรุ่น “เอ็มคิว-9 รีปเปอร์” ซึ่งเป็นโดรนพิฆาต ปล่อยระเบิดนำวิถีรวม 16 ลูก ทำลายเป้าหมายในรัฐโซโกโต ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ


ขณะเดียวกัน รัฐบาลไนจีเรียยืนยันว่า ปฏิบัติการครั้งนี้ “เป็นการทำงานร่วมกัน” กับสหรัฐ โดยภาครัฐมอบความสนับสนุนด้านข่าวกรอง แต่ยังไม่มีการเปิดเผยอย่างชัดเจน ว่ากองทัพไนจีเรียร่วมปฏิบัติการภาคสนามด้วยหรือไม่


อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวด้านความมั่นคงของสหรัฐกล่าวว่า ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นการยิงขีปนาวุธโทมาฮอว์กมากกว่า 10 ลูก จากเรือพิฆาตที่ลอยลำอยู่ในอ่าวกินี ซึ่งไนจีเรียเป็นหนึ่งในประเทศที่มีชายฝั่งติดกับอ่าวแห่งนี้


อนึ่ง ภารกิจทางทหารของสหรัฐในไนจีเรียครั้งนี้ นับเป็นครั้งแรกในสมัยที่สองของรัฐบาลวอชิงตัน ภายใต้การนำของทรัมป์ ซึ่งวิพากษ์วิจารณ์ไนจีเรียอย่างหนักในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ว่าชาวคริสต์ในประเทศแห่งนี้กำลังเผชิญกับ “ภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่” ซึ่งทรัมป์เปรียบว่า เข้าข่าย “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” ท่ามกลางความขัดแย้งด้านอาวุธหลายรูปแบบในไนจีเรีย


นอกจากนี้ กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐนำไนจีเรียกลับเข้าสู่รายชื่อประเทศที่มี “ความน่ากังวลเป็นพิเศษ” ด้านเสรีภาพทางศาสนา และใช้มาตรการจำกัดการออกวีซ่าให้แก่ชาวไนจีเรีย


แม้ท่าทีของรัฐบาลทรัมป์ได้รับการตอบรับเชิงบวกจากหลายฝ่าย แต่มีอีกหลายฝ่ายวิจารณ์และแสดงความกังวล ว่าอาจยิ่งโหมกระพือความตึงเครียดทางศาสนาให้กับไนจีเรีย ที่เป็นประเทศซึ่งมีประชากรมากที่สุดในทวีปแอฟริกา ซึ่งเคยเผชิญกับเหตุความรุนแรงทางศาสนามาแล้วในอดีต.

เครดิตภาพ : AFP