นายโกศล บุญคง รักษาการแทนผู้ว่าการ นแถลงข่าวเปิดตัว “ผลิตภัณฑ์ราวกันชนลูกกลิ้งยางพารา เพื่อความปลอดภัยบนท้องถนน” ผลงานของสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ซึ่ง กยท. สนับสนุนงบประมาณ กว่า 14.6 ล้านบาท ร่วมผลักดันงานวิจัยสู่การใช้งานจริง พร้อมลงนาม MOU ร่วมกับ ผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ ผู้ว่าการ วว. บูรณาการพัฒนางานวิจัยนวัตกรรมยางสร้างมูลค่าเพิ่ม – ยกระดับความสามารถการแข่งขันอุตสาหกรรมยาง ต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ อย่างยั่งยืน
โดยนายโกศล กล่าวว่า กยท. มุ่งสนับสนุนให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิต การค้าและนวัตกรรมยางอย่างยั่งยืน จึงผลักดันและส่งเสริมให้มีการพัฒนางานวิจัยนวัตกรรมยางตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำมาอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนจัดสรรงบประมาณกองทุนพัฒนายางพารา ตามมาตรา 49 (4) เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนงานวิจัยด้านยางพารา ซึ่งรวมถึง “การพัฒนาราวกันชนชนิดลูกกลิ้งยางพาราต้นแบบ (Rolling Guard Barrier) สำหรับกันกระแทกบริเวณทางโค้งถนนทางหลวง” ผลงานของ วว. ก็เป็นอีกหนึ่งโครงการวิจัยที่ กยท. ได้เล็งความสำคัญและประโยชน์ที่ประเทศจะได้รับหากสามารถพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จ จึงสนับสนุนงบประมาณเป็นทุนในการดำเนินโครงการพัฒนาราวกันชนชนิดลูกกลิ้งยางพาราต้นแบบฯ ให้แก่ วว. ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2565 -2568 รวมกว่า 14.6 ล้านบาท
ปัจจุบันสามารถต่อยอดองค์ความรู้สู่การผลิตนวัตกรรมยางได้สำเร็จ เป็นผลิตภัณฑ์ยางที่ตอบโจทย์ด้านความปลอดภัยบนท้องถนนได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งราวกันชนชนิดลูกกลิ้งยางพาราได้ออกแบบเพื่อใช้เป็นอุปกรณ์ความปลอดภัยบริเวณทางโค้งและจุดเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุ สามารถช่วยดูดซับแรง และกระจายแรง รวมถึงเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่ของรถเมื่อเกิดการชน ลดความรุนแรงของอุบัติเหตุได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ การนำยางพาราเข้าไปเป็นวัสดุในการผลิต ถือเป็นการส่งเสริมการใช้ยางพาราในอุตสาหกรรมยางปลายน้ำ ลดการพึ่งพาการนำเข้าอุปกรณ์จากต่างประเทศ (เดิมใช้ยาง EVA ) ซึ่งมีค่าใช้จ่ายประมาณ 50,000 บาทต่อระยะทางราวกันชน 1 เมตร แต่หากใช้ยางธรรมชาติในประเทศจะสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายได้ไม่น้อยกว่า 10,000 บาท และจะช่วยเพิ่มปริมาณการใช้ยางในประเทศได้ประมาณ 21 ตัน/ระยะราวกันชน 1 กิโลเมตร สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตยางพาราของไทย
โดยปัจจุบันโครงการมีความก้าวหน้าอย่างชัดเจนมากขึ้น สามารถผลิตลูกกลิ้งจำนวนมาก พร้อมจัดเตรียมชุดราวและเสาเหล็กสำหรับติดตั้ง ผ่านการทดสอบประสิทธิภาพในห้องปฏิบัติการ และได้เริ่มการทดสอบการชนภาคสนามจริง โดยประยุกต์ใช้แนวทางมาตรฐาน MASH 2016 TL-3
“ผลิตภัณฑ์ราวกันชนลูกกลิ้งยางพารา นับเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จของการผลักดันงานวิจัยสู่การใช้งานจริง จากการสนับสนุนของ กยท. ที่มีเป้าหมายยกระดับงานวิจัยยางพาราให้สามารถสร้างนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ โดย กยท. มุ่งหวังว่าในอนาคตการสนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ใช้ยางพาราในประเทศต่อยอดเชิงพาณิชย์ จะช่วยเพิ่มมูลค่ายาง สร้างรายได้ให้กับเกษตรกร และภาคอุตสาหกรรม เกิดเป็นรายได้เข้าประเทศถึง 700,000 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ สังคม และความปลอดภัยอย่างยั่งยืนต่อไป”
เพื่อยกระดับการวิจัยและนวัตกรรมยางพาราอย่างต่อเนื่อง กยท. ได้ลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) เรื่อง “การส่งเสริมการใช้ทรัพยากรร่วมกันด้านการอบรม วิจัย พัฒนา และนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน” ซึ่งเป็นความร่วมมือที่ทั้งสองหน่วยงานได้ร่วมลงนามไว้ตั้งแต่ปี 2564 โดยครั้งนี้จะเป็นการลงนามเพื่อขยายระยะเวลาความร่วมมือเพิ่มเติม โดยจะส่งเสริม สนับสนุน การดำเนินงานด้านการวิจัยพัฒนา และนวัตกรรมยางพาราร่วมกันต่อไป เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม โดยการศึกษาหาแนวทางการใช้ทรัพยากร องค์ความรู้ และศักยภาพการให้บริการของรัฐวิสาหกิจร่วมกัน ลดต้นทุนที่ซ้ำซ้อนของหน่วยงานด้วยวิธีบริหารจัดการที่ดี และเกิดประโยชน์สูงสุดแก่หน่วยงานทั้งสอง ตลอดจนการประสานความร่วมมือด้านการวิจัยวิชาการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การอบรม ถ่ายทอดองค์ความรู้ของบุคลากร และบูรณาการดำเนินงานด้านต่างๆ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาอาชีพและสร้างรายได้ให้แก่กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกยางพารา และสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากของชุมชน



