พุทธศักราช 2568 นับเป็นอีกปีที่วงการคณะสงฆ์ต้องสูญเสีย “พระเถราจารย์” นักพัฒนา นักการศึกษา ชื่อดัง ผู้มากด้วยวิทยาคม และมีชื่อเสียงในด้านต่างๆ ไปหลายรูป ซึ่งแต่ละท่านยังมีความเมตตาสูง ช่วยสร้างวัด สร้างโรงเรียน สร้างโรงพยาบาล ทำงานด้านสาธารณสงเคราะห์มาโดยตลอด ส่งผลให้เป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของลูกศิษย์จำนวนมาก เมื่อแต่ละรูปต้องมรณภาพไปย่อมนำมาซึ่งความเศร้าเสียใจของคณะศิษยานุศิษย์ทั่วประเทศ โดยตลอดปี 2568 ที่ผ่านมา ทีมข่าว “เดลินิวส์ออนไลน์” ได้รวบรวม “พระเถราจารย์” ชื่อดัง ที่ได้มรณภาพไป ดังนี้ 

“พระพรหมเวที” พระมหาเถระนักการศึกษา-พัฒนา 

พระพรหมเวที (สุเทพ ผุสฺสธมฺโม) อดีตเจ้าอาวาสวัดพระปฐมเจดีย์ ราชวรมหาวิหาร อดีตที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 15 พระมหาเถระที่เป็นพระนักการศึกษา พระนักพัฒนา และนักวิชาการ ที่มีลูกศิษย์ศรัทธาจำนวนมาก ท่านเคยดำรงตำแหน่งทางการปกครองสงฆ์ที่สำคัญๆมามากมาย ซึ่งนอกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพระปฐมเจดีย์แล้ว ท่านยังเคยดำรงตำแหน่ง เจ้าคณะภาค 15 และที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 15 ด้วย นับได้ว่าท่านเป็นพระผู้ใหญ่นักพัฒนา นักกการศึกษา ที่สำคัญรูปหนึ่งของคณะสงฆ์ไทย  

พระพรหมเวที ได้มรณภาพลงด้วยอาการสงบ เมื่อเวลา 19.25น. วันที่ 14 พ.ค.2568 ที่โรงพยาบาลศิริราชปิยมหาการุณย์ สิริอายุ 84 ปี 63 พรรษา  

“พระเทพกิตติมุนี” อดีต “ประธานคณะสงฆ์นำชัยคุ้มภัยใต้” 

พระเทพกิตติมุนี  (ประทัย วชิรญาโณ) ที่ปรึกษาเจ้าภาค 8 เจ้าอาวาสวัดศรีษะเกษ อ.เมืองหนองคาย จ.หนองคาย พระมหาเถระที่มีผลงานโดดเด่นด้านการศึกษา การเผยแผ่ และการปกครองคณะสงฆ์ เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการก่อสร้างวิทยาลัยสงฆ์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือแห่งแรกของประเทศไทย ทั้งยังมีความรู้ด้านภาษา เช่น การใช้อักษรขอมโบราณ อักษรไทยอีสานโบราณ ภาษาบาลีและสันสกฤต และภาษาอังกฤษ นอกจากนี้ช่วงเดือนก.ค.-ต.ค. 2548  สถานการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ก่อตัวขึ้น พระเทพกิตตมุนี ซึ่งขณะนั้นดำรงสมณศักดิ์ที่ พระราชพุฒิมุนี ได้รับนิมนต์ให้เป็นประธานคณะสงฆ์ในโครงการ “พระสงฆ์นำชัยคุ้มภัยใต้” โดยเดินทางไปจำพรรษา ณ วัดเขากง ต.ลำภู อ.เมือง จ.นราธิวาส และย้ายไปอยู่จำพรรษาหลายวัดในจ.นราธิวาส ปัตตานี และยะลา ด้วยความมุ่งมั่นอยากให้ประชาชนได้มีที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ เป็นที่พึ่งทางใจของชาวบ้าน รวมถึงการเป็นหลักชัยในการจรรโลงพระพุทธศาสนาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย  

พระเทพกิตติมุนี ได้ถึงแก่มรณภาพด้วยอาการอันสงบ เมื่อวันที่ 4 ส.ค.2568  เวลา 22.35น. ที่โรงพยาบาลหนองคาย สิริอายุ 90 ปี 71 พรรษา  

“หลวงปู่มี ฐิตสาโร” พระมหาเถระอายุมากที่สุดในภาคอีสาน  

พระราชมงคลวัชรินทร์ หรือ “หลวงปู่มี ฐิตสาโร” เจ้าอาวาสวัดโพนทอง อ.กาบเชิง ได้มรณภาพแล้วด้วยอาการอันสงบ เมื่อเวลา 02.00 น. วันที่ 5 ม.ค. 2568 ณ โรงพยาบาลกาบเชิง อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ สิริอายุ 112 ปี 37 พรรษา  

ทั้งนี้ “หลวงปู่มี ฐิตสาโร” ถือว่าเป็นพระสงฆ์ที่มีอายุมากที่สุดในภาคอีสาน มีวัตรปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ โดยท่านเคยเดินธุดงค์ไปตามชายแดนในสถานที่ต่างๆ เพื่อเรียนวิชากับครูบาอาจารย์ในจ.สุรินทร์หลายรูป สำหรับวัตถุมงคลของท่านมีพุทธคุณในด้านเมตตามหานิยมและแคล้วคลาดปลอดภัย   

“หลวงปู่คำบ่อ ฐิตปัญโญ” วัดใหม่บ้านตาล  

พระราชมงคลวชิรโกศล หรือ “หลวงปู่คำบ่อ ฐิตปัญโญ” เจ้าอาวาสวัดใหม่บ้านตาล อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร ละสังขารด้วยอาการสงบ เมื่อเวลา 09.50น. วันที่ 25 พ.ย. 2568  สิริอายุ 94 ปี 14 วัน 74 พรรษา หลังจากเข้ารับการรักษาอาการอาพาธที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสว่างแดนดิน ตั้งแต่วันที่ 30 พ.ค. 2568 ด้วยภาวะปอดติดเชื้อ 

“หลวงปู่คำบ่อ” ถือเป็นพระป่าสายกรรมฐานที่มีลูกศิษย์ศรัทธาจำนวนมาก โดยท่านได้มีโอกาสรับฟังคำสอนการปฏิบัติภาวนาจากพ่อแม่ครูอาจารย์หลายรูป ทั้งได้ไปพักอยู่วัดอุทัยโพราม จ.เพชรบุรี กับหลวงปู่สิงห์ ขันตยาคโม ก่อนจะไปอยู่กับหลวงปู่เหรียญ วรลาโภ ที่จ.พังงา ทั้งได้มีโอกาสเข้ารับฟังโอวาทธรรมจาก หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ที่วัดไม้ขาว จ.ภูเก็ต และได้มีโอกาสเดินทางไปภาคเหนือฟังโอวาทธรรม อุบายธรรมจากศิษย์รุ่นใหญ่ของหลวงปู่มั่นหลายรูป อาทิ หลวงปู่แหวน สุจิณโณ ท่านพ่อลี ธัมมธโร หลวงปู่ตื้อ อจลธัมโม หลวงปู่สิม พุทธาจาโร  

“หลวงปู่คำบ่อ ฐิตปัญโญ” จึงนับเป็นหนึ่งในพระป่ากรรมฐานสาย หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ที่ดำรงตนอย่างมั่นคงในวัตรปฏิบัติตามปฏิปทาพระป่ากรรมฐานมาโดยตลอด  

“หลวงปู่แผ้ว” วัดรางหมัน เกจิดังกำแพงแสน  

พระราชมงคลวชิราคม หรือ “หลวงปู่แผ้ว ปวโร” เจ้าอาวาสวัดประชาราษฎร์บำรุง (วัดรางหมัน) อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม พระเกจิชื่อดังแถวหน้าของเมืองไทย ท่านได้เรียนวิทยาคมปลุกเสกวัตถุมงคลจากหลวงพ่อหว่าง ธัมมสโร อดีตเจ้าอาวาสวัดกำแพงแสน ซึ่งได้รับการถ่ายทอดจาก หลวงพ่อทา วัดพะเนียงแตก และท่านยังใช้ร่วมกับวิชาวิปัสสนากรรมฐานที่ได้เรียนมาที่วัดมหาธาตุฯ มาใช้บริกรรมคาถา เพื่อให้เกิดความเข้มขลัง สำหรับวัตถุมงคลของหลวงปู่แผ้วที่มีชื่อเสียงโด่งดัง เช่น เหรียญพิทักษ์แดนใต้ เหรียญระฆังที่ระลึกอายุ 87 ปี หลวงปู่แผ้ว เป็นต้น 

หลวงปู่แผ้ว” ได้ถึงแก่มรณภาพ เมื่อเวลา 00.01น. วันที่ 17 ธ.ค. 2568 สิริอายุ 103 ปี สร้างความเศร้าเสียใจให้กับบรรดาศิษยานุศิษย์เป็นอย่างยิ่ง  

“หลวงปู่อุดม” วัดป่าสถิตย์ธรรมาราม  

พระราชมงคลวชิรญาณ (อุดม ญาณรโต) หรือ “หลวงปู่อุดม” เจ้าอาวาสวัดป่าสถิตย์ธรรมาราม จ.บึงกาฬ ได้ละสังขารอย่างสงบ เมื่อเวลา 02.43น. วันที่ 23 ต.ค.2568 ที่โรงพยาบาลศิริราชปิยมหาราชการุณย์ สิริรวมอายุได้ 99 ปี 76 พรรษา หลังจากเข้ารับการรักษาอาการอาพาธที่โรงพยาบาลนานถึง 3 เดือน 2 วัน  

“หลวงปู่อุดม” เคยธุดงค์ไปอยู่ทางภาคเหนือโดยไปพบกับ หลวงปู่แหวน สุจิณโณ วัดดอยแม่ปั๋ง จ.เชียงใหม่ หลวงปูตื้อ อจลธัมโม วัดป่าอาจารย์ตื้อ จ.เชียงใหม่ หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร สำนักสงฆ์ถ้ำผาปล่อง จ.เชียงใหม่ หลวงปู่แว่น ธนปาโล วัดถ้ำพระสบาย จ.ลำปาง หลวงปู่หลวง กตปุญโญ วัดคีรีสุบรรพต ต.พระบาท จ.ลำปาง โดยช่วงระยะเวลาที่ธุดงค์ในแถบภาคเหนือตั้งแต่จ.เพชรบูรณ์นั้น ท่านมีสหธรรมมิกที่ร่วมเดินทางไปด้วยกัน คือ หลวงพ่อไพบูลย์ สุมังคโล วัดอนาลโย จ.พะเยา เมื่อธุดงค์ถึงเชียงใหม่กลับมาท่านจึงได้มาอยู่ที่วัดป่าสถิตย์ธรรมวนาราม ต.ศรีชมพู อ.พรเจริญ จ.หนองคาย จนถึงปัจจุบัน 

“หลวงพ่อทองรวย” วัดสุมังคลาราม 

พระราชวัชรธรรมสถิต หรือ “หลวงพ่อทองรวย ยสินธโร” ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดยโสธร เจ้าอาวาสวัดสุมังคลาราม (ธรรมยุต) อ.เลิงนกทา จ.ยโสธร ได้ถึงแก่มรณภาพ ด้วยอาการสงบจากโรคชรา ที่โรงพยาบาลจังหวัดยโสธร เมื่อวันที่ 1 พ.ค. 2568 เวลา 19.10 น. สิริอายุรวม 80 ปี 3 วัน 58 พรรษา  

“หลวงพ่อทองรวย” ถือเป็นศิษย์อาวุโสรูปสำคัญของ หลวงปู่สิงห์ทอง ปภากโร และเป็นพระเถระชั้นผู้ใหญ่ที่มีปฏิปทาน่าเลื่อมใส มีลูกศิษย์ศรัทธาจำนวนมาก ทั้งยังเป็นกำลังสำคัญในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในจ.ยโสธร ด้วย  

“หลวงปู่สี สิริญาโณ” วัดป่าศรีมงคล ศิษย์รุ่นแรก “หลวงพ่อชา สุภัทโท”  

พระราชวัชรสิริมงคล หรือ “หลวงปู่สี สิริญาโณ” ประธานสงฆ์ วัดป่าศรีมงคล สาขาที่ 13 วัดหนองป่าพง ได้ละสังขารด้วยอาการสงบ เมื่อวันที่ 24 ธ.ค. 2568 เวลา 08.44 น. สิริอายุ 102 ปี 82 พรรษา  

“หลวงปู่สี สิริญาโณ” เป็นลูกศิษย์รุ่นแรกของพระโพธิญาณเถร หรือ หลวงพ่อชา สุภัทโท วัดหนองป่าพง จ.อุบลราชธานี นับได้ว่า “หลวงปู่สี” เป็นผู้มีพรรษามากที่สุดในบรรดาศิษย์ที่ยังดำรงธาตุขันธ์ โดยก่อนที่จะเข้ามาเป็นศิษย์ของหลวงพ่อชา สุภัทโท นั้น “หลวงปู่สี” เคยร่ำเรียนวิชาการต่างๆ ศึกษาวิทยาคมหลายแขนง แม้แต่การใช้พระคาถาปัดเป่ารักษาคนป่วยไข้ให้หายจากอาการป่วยด้วย   

“หลวงพ่อเจริญ ฐานยุตโต” วัดโนนสว่าง “ผู้สยบอวิชชาด้วยพุทธคุณ”  

พระพิพัฒน์วชิราคม วิ. หรือ “หลวงพ่อเจริญ ฐานยุตโต” เจ้าอาวาสวัดโนนสว่าง พระเกจิอาจารย์ผู้เลื่องชื่อแห่งภาคอีสาน ได้ละสังขารด้วยอาการสงบ เมื่อเวลา 05.58 น. วันที่ 26 ธ.ค. 2568 สิริอายุ 64 ปี 43 พรรษา  

“หลวงพ่อเจริญ” เคยจำพรรษาอยู่กับ พระญาณสิทธาจารย์ (หลวงปู่เมตตาหลวง) วัดเทพพิทักษ์ปุณณาราม อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ได้เรียนวิชาเมตตาหลวง ตำราเลขยันต์ คาถาลงตะกรุดโทน แคล้วคลาด ยันตรีนิสิงเห และสอนให้บริกรรม ธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ นะ มะ พะ ทะ จนได้คำเลื่องลือว่าเป็น “ผู้สยบอวิชชาด้วยพุทธคุณ” นอกจากนี้ “หลวงพ่อเจริญ” ยังเป็นผู้ที่สืบสานอาคมอีสานโบราณ ในการปลุกเสกวัตถุมงคลแต่ละครั้งด้วย 

“หลวงปู่ทองดี อนีโฆ” วัดยางขาวสุทธาวาส  

พระราชวชิรคุณาธาร หรือ “หลวงปู่ทองดี อนีโฆ” ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 4 เจ้าอาวาสวัดยางขาวสุทธาวาส ประธานสงฆ์วัดใหม่ปลายห้วย ได้ละสังขารอย่างสงบ เมื่อเวลาประมาณ 03.39 น. วันที่ 17 พ.ค. 2568   

ทั้งนี้ “หลวงปู่ทองดี อนีโฆ” เป็นพระเกจิชื่อดังของจ.พิจิตร ซึ่งมีลูกศิษย์ที่มีชื่อเสียงในระดับประเทศหลากหลายวงการ โดยเฉพาะวงการบันเทิงและนักการเมือง อีกทั้งท่านยังเป็นพระผู้ให้มีเมตตาสูงช่วยเหลือชาวบ้าน และส่วนงานราชการอยู่เสมอ ทั้งทำกุศลในทางพุทธศาสนา ก่อสร้างอุโบสถ ศาลา หลายวัด และสร้างตึกอาพาธสงฆ์ มอบให้โรงพยาบาลในจ.พิจิตร หลายแห่ง