ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกิดเรื่องเพจของดาราหนุ่มชื่อดัง “โดม ปกรณ์ ลัม” โพสต์แสดงความเห็นในเพจของเพื่อน ที่ชื่อ “ดิว วีรวัฒน์” ซึ่งลงรูป “จินนี่” ยศสุดา ลีลาปัญญาเลิศ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคไทยสร้างไทย บุตรสาว “หญิงหน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย โดยมีถ้อยคำคุกคามทางเพศ ส่งผลให้ชาวเน็ตแสดงความเห็นวิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสมกันอย่างแพร่หลาย โดมอัดคลิปขอโทษและบอกว่า จะไปหาตัวว่าแอดมินเพจของโดมคนไหนเป็นผู้โพสต์ (เพจของโดมมีแอดมิน 7 คน) แต่ต่อมา โดมบอกว่า สงสัยจะเป็นตัวเองโพสต์ตอนเริ่มมีความมึนเมา และไม่ทราบผู้หญิงในภาพคือใคร และปกติแซวกับเจ้าของเพจเป็นประจำ

ด้าน คุณหญิงสุดารัตน์ โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า ในฐานะแม่ ขอแสดงจุดยืนอย่างหนักแน่น ต่อกรณีการคุกคามทางเพศที่เกิดขึ้นกับลูกสาว เหตุการณ์เช่นนี้ไม่ควรที่จะเกิดขึ้นกับใครทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเพศใด ไม่ควรถูกดูหมิ่นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เช่นนี้ การแสดงความคิดเห็นที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงเรื่องล้อเล่น แต่เป็นการย่ำยีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ความเท่าเทียมทางเพศ และเข้าข่ายละเมิดและกระทำผิดกฎหมาย โดยคุณหญิงสุดารัตน์มอบทีมทนายแจ้งความที่ สน.พหลโยธิน

ขณะเดียวกัน “จินนี่ ยศสุดา” โพสต์ข้อความผ่านทางอินสตาแกรมส่วนตัว ว่า จากกรณีคอมเมนต์ที่เกิดขึ้น รู้สึกเสียใจและผิดหวังอย่างยิ่ง ที่ในสังคมปัจจุบันยังมีชุดความคิดและการกระทำที่ไม่ให้เกียรติผู้อื่น โดยเฉพาะเมื่อมาจากบุคคลสาธารณะซึ่งมีอิทธิพลต่อความคิดของคนจำนวนมาก เข้าใจและยอมรับว่า การทำงานทางการเมืองไม่ว่าจะอยู่ในบทบาทไหน ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ ทั้งในแง่บวกและลบ

“เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของความคิดเห็นทางการเมือง หากแต่เป็นเรื่องของการให้เกียรติซึ่งกันและกัน จึงขอให้ความผิดพลาดนี้ เป็นกรณีศึกษา และขอออกมาพูด เพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของทั้งตนเองและผู้หญิงทุกคน และเพื่อยืนยันว่า การสื่อสารที่ละเมิดและคุกคามทางเพศเช่นนี้ไม่ควรถูกมองเป็นเรื่องปกติในสังคม หวังว่าในปีต่อๆ ไป คงไม่มีใครต้องเผชิญการกระทำหรือถ้อยคำทำให้รู้สึกอับอายแบบนี้อีก”
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีการตั้งข้อสังเกตว่า พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา ฉบับใหม่ ที่เพิ่มโทษการคุกคามทางเพศ เพิ่งบังคับใช้เมื่อวันที่ 30 ธ.ค. (กฎหมายให้บังคับใช้หลังประกาศราชกิจจาฯ 1 วัน ประกาศ 29 ธ.ค.) การคุกคามทางเพศ รวมถึงการกระทำด้วยระบบคอมพิวเตอร์ที่สามารถเข้าใจความหมายอันสื่อไปในทางเพศ โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเดือดร้อนรำคาญ อับอาย ถูกเหยียดหยาม หวาดกลัว หรือได้รับความไม่ปลอดภัยในทางเพศ
กรณีกระทำในที่สาธารณะหรือผ่านคอมพิวเตอร์: จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท เป็นที่น่าจับตาว่า ดาราหนุ่ม โดม ปกรณ์ ลัม จะโดนฟ้องด้วยกฎหมายใหม่นี้เป็นรายแรกหรือไม่ อนึ่ง ความผิดคุกคามทางเพศยอมความได้ ยกเว้นกระทำต่อผู้มีอายุต่ำกว่า 15 ปี
ที่ตลาดวัดเกาะ เขตสายไหม กรุงเทพฯ “ดร.เชน” ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย พร้อมคณะผู้สมัคร สส.กรุงเทพฯ ลงพื้นที่หาเสียง บรรยากาศคึกคัก มีแม่ค้ารายหนึ่งได้เข้ามาสวมกอดนายยศชนัน พร้อมกับหอมแก้มด้วย ทำให้นายยศชนันถึงกับยิ้มเขิน

ดร.เชน กล่าวว่า หลายนโยบายของพรรคเพื่อไทยโดนใจประชาชน เริ่มจดจำนโยบายของพรรคเพื่อไทย ตั้งแต่นโยบายที่เคยทำมาก่อน รวมถึงนโยบายที่ทำขึ้นใหม่ การสื่อสารนโยบายเข้าถึงประชาชน แนวทางของเราคือการลดรายจ่าย หากเศรษฐกิจดีรายได้เพิ่มขึ้นรายจ่ายน้อยลง และมีนโยบายเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย นโยบายที่สำคัญคือเรื่องหนี้ ทุกคนยังมีปัญหาเรื่องนี้เราต้องทำเรื่องนี้ก่อน และอีกตัวหนึ่งที่ทำได้เลยและเป็นความแตกต่าง คือการทำนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย เรื่องเกี่ยวกับการคมนาคมขนส่งในจุดที่ไม่มีรถไฟฟ้า
ผู้สื่อข่าวถามถึง ปัญหาที่เกิดขึ้นกับพรรคคู่แข่งจนมีการเปลี่ยนตัวผู้สมัครในกรุงเทพฯ (พรรคประชาชน เปลี่ยนตัวนายบุญฤทธิ์ เรารุ่งโรจน์ ผู้สมัคร สส.กรุงเทพฯ เนื่องจากอาจมีปัญหาคดีความ ส่งนายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร อดีต สส.ลงแทน) “หัวหน้าหนิม” จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ตอบว่า พรรคห่วงที่ กกต.ให้เปลี่ยนตัวผู้สมัครได้ จะไปเกี่ยวกับหลักคิดไม่ให้มีการเปลี่ยนหลังจากสมัคร ในอดีตเคยมีการใช้อามิสสินจ้างไปขอกดดันเพื่อให้ผู้สมัครถอนตัว หากเราเปิดช่องนี้ในอนาคตอาจจะเกิดปัญหาที่ใหญ่กว่า พรรคเพื่อไทยดูแล้ว เมื่อสมัครแล้วไม่ควรถอนตัวได้
นายเจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรครักชาติ กล่าวถึงเหตุผลในการตัดสินใจร่วมงานการเมืองกับพรรครักชาติ ว่า อยากให้คิดว่า พรรคใหญ่ 3 ลำดับแรกจะเสนอชื่อคนอย่างตนหรือไม่ และถ้าเสนอจะเสนอเพราะเหตุผลใด ได้คุยกับพรรครักชาติ พบว่า เขาตั้งใจจริงจะทำการเมืองแบบใหม่

นายเจษฎ์ กล่าวว่า ล่าสุดมีการอายัดทรัพย์กลุ่มทุนสีเทากลุ่มหนึ่งมูลค่ากว่าหมื่นล้านบาท ซึ่งได้รับข้อมูลมาว่าเป็นเพียง 10% ของเม็ดเงินจริงที่เตรียมไว้สำหรับสู้ศึกเลือกตั้งครั้งนี้ โดยยอดรวมอาจสูงถึง 1 แสนล้านบาท ความเป็นไปได้ในการใช้เงินจำนวนดังกล่าวซื้อเสียงว่า หากมีเงิน 1 แสนล้านบาท สามารถซื้อคนได้ถึง 100 ล้านคน ในราคาคนละ 1,000 บาท แต่ในความเป็นจริงประเทศไทยมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่ถึงจำนวนดังกล่าว และหากนับเฉพาะผู้มาใช้สิทธิจริงประมาณ 30 กว่าล้านคน การซื้อเสียงเพื่อให้ได้เสียงข้างมาก (ประมาณ 60% ของผู้มาใช้สิทธิ) จะทำให้อัตราการจ่ายเงินพุ่งสูงถึงหัวละ 3,000-4,000 บาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่กลุ่มทุนเหล่านี้สามารถจ่ายได้จริง ถ้าทุนเทาเอาเงินมาลงแสนล้าน ได้แน่ๆ
ส่วนกรณี นายอานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์ในสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) แสดงความเห็นเสียดสี “ไอซ์” รักชนก ศรีนอก ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) จนถูกวิจารณ์อย่างมาก โดย “นิด้า” ได้ส่งหนังสือเปิดผนึกถึงสื่อมวลชน ความว่า มีประชาชนส่วนหนึ่งสะท้อนความคิดเห็นและความห่วงใยมาถึงสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ สถาบันไม่เคยสนับสนุนหรือส่งเสริมให้บุคลากรทำผิดกฎหมาย หรือแสดงความคิดเห็นและการสื่อสารไม่ว่าจะผ่านช่องทางใด ๆ ที่มีลักษณะดูหมิ่นเหยียดหยาม หรือบั่นทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ อันเป็นคุณค่าพื้นฐานสำคัญในการดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันในสังคม สถาบันจะธำรงไว้ซึ่งหลักธรรมาภิบาล ความเป็นธรรม และจะพิจารณาข้อเท็จจริงตามระเบียบต่อไป สถาบันขอยืนยันว่าจะดำเนินการด้วยความรอบคอบและยึดหลักการเป็นสำคัญ




