โดย รศ.ดร.โอฬาร มองว่า การเมืองปี 69 ยังอยู่ภายใต้โครงสร้างอำนาจแบบเดิม คือรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งอาจจะแก้ไขไม่ได้เลย แม้ว่าจะมีการทำประชามติ เพราะประชาชนอาจเห็นว่าทั้งปัญหาปากท้อง ความมั่นคงมีความสำคัญกว่า กระแสสังคมอาจไม่เอาด้วย ถ้าส่วนใหญ่ลงประชามติว่า ไม่เห็นด้วย การแก้ไขรัฐธรรมนูญก็จบ หรือถ้าคนเห็นด้วยก็ยังไม่ง่าย เพราะยังมีสว. 1 ใน 3 ซึ่งยังมีท่าทีไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ดังนั้นรัฐธรรมนูญจึงยังเป็นข้อจำกัดทางการเมือง ที่ขณะนี้การเมืองแบ่งเป็น 2 ข้าง 3 ขั้ว คือ พรรคภูมิใจไทย  พรรคเพื่อไทย และพรรคประชาชน เป็นขั้วอำนาจหลัก แต่จะร่วมมือกันของ 2 พรรค เพื่อเป็นรัฐบาล อาจเป็นสูตร ภูมิใจไทย +
เพื่อไทย แบบไม่ได้เป็นเอกภาพ แต่เพื่อต่อรองอำนาจทางการ เมือง และต่อสู้ภัยคุกคามของชนชั้นนำเก่า คือพรรคประชาชน เพราะคิดว่านายทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเป็นผู้มีอิทธิพลทางจิตวิญญาณของเพื่อไทย ยังไม่กล้าเล่นเกมเสี่ยงในการจับมือพรรคประชาชนตั้งรัฐบาล เพราะตัวเอง ..แพทองธาร ยังมีคดี ..ยิ่งลักษณ์ ยังไม่ได้กลับบ้าน จึงต้องประนีประนอมกับเครือข่ายอำนาจเก่า แต่ถ้าร่วมกับพรรคประชาชนจะนำมาสู่ความขัดแย้งใหญ่

ทั้งนี้ การเลือกตั้งภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน ทำให้ภูมิใจไทยได้เปรียบเพราะถือครองอำนาจรัฐ สามารถทำงานบางอย่างที่เอื้อ
ต่อภูมิใจไทยได้ ขณะที่การแก้ไขปัญหาชายแดน หากยืดเยื้อไปในแบบที่สามารถคุมสถานการณ์ ยึดครองดินแดนที่กัมพูชายึดไป
กลับมาได้ ก็จะเป็นคุณกับพรรคภูมิใจไทย แต่ถ้ายืดเยื้อแบบคุมสถานการณ์ไม่ได้ และถ้าส่งผลต่อท่าทีของมหาอำนาจแล้วทำสิ่งที่ไม่เป็นคุณกับประเทศไทย ก็จะทำให้ภูมิใจไทย และนายอนุทินคะแนนนิยมถดถอยได้

รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว

 วิเคราะห์สถานการณ์พรรคเพื่อไทย-พรรคประชาชนจะเป็นอย่างไร

การเปิดตัวแคนดิเดตนายกฯ ของเพื่อไทยไม่ได้ว้าวมาก แต่การเลือก .ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ถือว่าเว้นระยะห่างจากตระกูลชินวัตรได้เหมาะสม เป็นนักวิชาการที่มีความรู้ความสามารถ แต่จุดอ่อนคือมารดา ซึ่งเป็นผู้ทรงอิทธิพลของพรรคเพื่อไทย จะเข้ามาแทรกแซงหรือไม่ ขณะที่ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ถือเป็นการต่อรองทางการเมืองเพื่อไม่ให้ไปอยู่พรรคอื่น เพราะมีความพร้อมของทรัพยากร มีเครือข่ายอำนาจทางการเมือง

ส่วน พรรคประชาชน เป็นภัยคุกคามของเครือข่ายชนชั้นนำ ที่ไม่อยากให้อยู่ในกระดานอำนาจ ถูกโจมตีจากการทำ  MOA กับภูมิใจไทย บวกกับแคนดิเดตนายกฯ 3 คน ยังไม่ว้าว ซ้ำยังมีปัญหาแตกแยกภายใน มีคดี 44 สส. ก้าวไกล ที่อาจทำให้ไปไม่ถึงฝั่งฝัน แต่จะเป็นการสะสมคะแนนนิยมในระยะยาว

จะมีพรรคการเมืองอื่นมาเปลี่ยนสมการหรือไม่

สำคัญเลยคือพรรคกล้าธรรม เป็นพรรคตัวแปร มีโอกาสเข้าร่วมรัฐบาลสูง มีอำนาจการต่อรองสูง  แม้จะถูกวิจารณ์เรื่องใกล้ชิดกับเครือข่ายทุนสีเทา แต่บุคลากร แกนนำพรรคมีบุคลิกภาพ ใจถึงพึ่งได้ และมีทรัพยากรพร้อม นักเลือกตั้งจังหวัด ตระกูลการเมือง รวมถึงคนเพื่อไทยที่เหนียมอายที่จะไปภูมิใจไทย ก็ไหล
มาที่นี่

กล้าธรรมเหมือนเป็นเงาของเพื่อไทย เอาง่ายๆ พรรคเพื่อไทยจะมีพันธมิตร 3 พรรค ในรัฐบาลคือ พรรคเพื่อไทย พรรคกล้าธรรม และพรรคประชาชาติ นี่คือการวางแผนที่ซับซ้อนของนายทักษิณในการแตกย่อยจากเพื่อไทยเป็นพรรคเล็กพรรคน้อยเพื่อสร้างอำนาจการต่อรองในรัฐบาล

ด้าน ดร.สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า ผลการเลือกตั้งปี 69 หากเทียบการเลือกตั้งที่ผ่านมา เชื่อว่าจะเปลี่ยนแปลง จากการเมืองแบบเสรีประชาธิปไตยชนะการเลือกตั้งตลอด แต่รอบนี้อาจจะเป็นครั้งแรกที่พรรคบ้านใหญ่ ภูมิใจไทยเต็งหนึ่ง หรือพรรคกล้าธรรม มาระดับกลาง ๆ ราว 50-60 เสียง และจับมือกัน ขณะที่ แคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทย ถือว่าน่าสนใจ ชวนให้ตื่นเต้นว่า เป็นปัจจัยมาเปลี่ยนผลเลือกตั้ง จากที่รู้สึกว่าเพื่อไทยกระแสตก ถูกตัดออกจากสมการคู่ชิง แต่พอเปิดตัว ศ.ดร.ยศชนัน ก็ทำให้เห็นว่าไม่แน่ เพราะพรรคเชิงกระแสอย่างพรรคประชาชน ยังตั้งหลักไม่ค่อยดี ตั้งแต่โดนคว่ำรัฐธรรมนูญ เมื่อเข้าโหมดเลือกตั้งก็มีดราม่าเปลี่ยนผู้สมัคร สส.  เปิดตัวแคนดิเดตนายกฯ 3 คน ก็ยังเฉย ๆ แต่พอเพื่อไทยเปิดมาว้าว กลายเป็นกระแส คนอาจเคลิ้มกับแคนดิเดตสายวิชาการได้ ซึ่งไม่แน่ เพราะความสำเร็จในการเลือกตั้งยุคหลัง แคนดิเดตคือส่วนสำคัญ เช่นนายพิธา ที่ชนะการเลือกตั้ง ดังนั้นทำไมเพื่อไทยจะสำเร็จไม่ได้ คนที่กำลังจะออกจากพรรคก็มองว่าไม่จำเป็นแล้ว เพราะพรรคยังพอมีกระแสได้ กลายเป็นพรรคบ้านใหญ่บวกกับกระแสได้เหมือนเดิม 

ดร.สติธร ธนานิธิโชติ

งานนี้จะสนุกขึ้น ส้มแดงน้ำเงินสู้กันสูสี จากเดิมที่แดงอาจถูกตัดออกจากกระดานแล้ว คิดว่ายากมากที่จะมีพรรคไหนขึ้นมาเป็นที่ 1 โดด ใครจะมาบอกว่าแลนด์สไลด์ นั่นขี้โม้ ดังนั้น 120-130 วน กันอยู่ใน 3 พรรคการเมืองนี้ก็ยังไหว

ส่วนสูตรการตั้งรัฐบาล ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นที่หนึ่ง ถ้าภูมิใจไทย เป็นที่ 1 ก็จบเกม จับมือกับพรรคกล้าธรรม และพรรคพันธมิตร เพราะคุยกันรู้เรื่องกว่า ส่วนพรรคส้ม-แดงเก็บไว้ทีหลัง ใครเล็กกว่า
แต่ไม่เล็กเกินไปก็มีโอกาสมาเติมให้รัฐบาลมีเสียงประมาณ 290-300 คน ก็ได้สิทธิก่อน แต่หากพรรคประชาชนได้ที่ 1 ต้องมาดูว่าจะชวนพรรคเพื่อไทย ซึ่งอาจเป็นที่ 3 มารวมกันแล้วมีเสียงใกล้เคียง 250 เสียงแค่ไหน ซึ่งเป็นไปได้ยาก แต่หากพรรคประชาชนชนะแบบมีเสียงเยอะ แล้วภูมิใจไทย เป็นที่ 2 ก็อาจบวกกันได้

พรรคประชาชนจะร่วมรัฐบาลกับพรรคใดถ้าแนวร่วมของพรรคไม่โอเค โดยเฉพาะถ้าไม่ได้เป็นที่หนึ่งแล้วไปร่วมรัฐบาล การเลือกตั้งครั้งถัดไป (หลังวันที่ 8 .. 69) จะได้เห็นสีส้ม 2 เฉดแน่นอน จะมีคนที่ผิดหวังและออกไปตั้งพรรคใหม่” 

หากเหตุชายแดนยืดเยื้อจะส่งผลบวก ลบกับศรัทธาประชาชนอย่างไร

ของแบบนี้จะยืดเยื้อรุงรังกันไปแบบนี้ คนที่รับคือรัฐบาล แต่ถ้าจบแบบเหมือนไม่มีอะไรก็ไม่ได้ ต้องมีจังหวะจบ หลังปีใหม่อาจจะเห็นภาพประเทศในกลุ่มอาเซียน หรือกลุ่มประเทศเศรษฐกิจที่สำคัญกับไทยและกัมพูชามากดดัน แล้วค่อยๆ หาจังหวะจบ ดังนั้นตอนนี้จึงต้องรวบการต่อสู้ทางทหารให้จนเป็นที่พอใจแล้วค่อยหยุด และกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา แบบนี้รัฐบาลได้แต้ม ประเทศได้ผลประโยชน์ อารมณ์ความรู้สึกชาตินิยมก็จะส่งผลต่อเนื่องกับความชอบ หรือไม่ชอบพรรคการเมืองใด ๆ  ไปจนถึงวันเลือกตั้ง

 นายทักษิณออกจากเรือนจำจะเปลี่ยนสถานการณ์อะไรหรือไม่

ขึ้นอยู่กับผลการเลือกตั้ง  ถ้าเพื่อไทยชนะ แคนดิเดตเพื่อไทยได้เป็นนายกฯ อาจเห็นบทบาทของนายทักษิณเป็นแบ๊กอัปให้ แต่ออกหน้ามากไม่ได้ ซึ่งโอกาสเกิดได้น้อยเพราะเพื่อไทยไม่น่าจะเป็นที่หนึ่ง แต่หากพรรคการเมืองอื่นเป็นนายกฯ นายทักษิณก็จะเป็นผู้วิจารณ์ เพื่อทำให้คนยังมองเพื่อไทย และรอการเลือกตั้งครั้งถัดไป.