เมื่อวันที่ 2 ก.ค. คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติชี้มูลความผิด นายจำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต กรณีลงนามออกใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรม (แบบ ร.ร. 2) ให้แก่บริษัท เทวา เอสเตท จำกัด เพื่อประกอบกิจการโรงแรม ยู เซนมายา (U ZENMAYA) โดยมิชอบด้วยกฎหมาย
จากการไต่สวนข้อเท็จจริงพบว่า เมื่อปี 2557 บริษัท เทวา เอสเตท จำกัด ได้ยื่นคำขอประกอบธุรกิจโรงแรมต่ออำเภอกะทู้ ทว่าพื้นที่ตั้งโครงการดังกล่าวอยู่ในบริเวณที่ 1 ซึ่งห่างจากแนวชายฝั่งทะเลรอบเกาะภูเก็ตเข้ามาในแผ่นดิน 50 เมตร โดยพื้นที่ส่วนใหญ่มีความลาดชันสูงระหว่างร้อยละ 35–50 และอีกส่วนมีความลาดชันระหว่างร้อยละ 20–35 ซึ่งเข้าเงื่อนไขต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แต่ทางบริษัทกลับไม่ได้ยื่นรายงาน EIA ประกอบคำขอ ซึ่งแม้ทางอำเภอกะทู้จะทำหนังสือติดตามให้ยื่นเอกสารเพิ่มเติมถึง 3 ครั้ง แต่บริษัทดังกล่าวส่งมาเพียงใบอนุญาตเปลี่ยนการใช้อาคารเท่านั้น
ต่อมาเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2559 ก่อนที่นายจำเริญจะย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้มีคำสั่งเร่งรัดให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเสนอเรื่องที่ค้างดำเนินการทั้งหมดมาเพื่อพิจารณา ซึ่งเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบได้ทำบันทึกความเห็นเสนอรายละเอียดข้อเท็จจริงพร้อมระบุชัดเจนว่า คำขออนุญาตประกอบกิจการโรงแรมของบริษัทดังกล่าวยังขาดหนังสือเห็นชอบรายงาน EIA แต่นายจำเริญยังคงลงนามอนุมัติและลงลายมือชื่อในฐานะนายทะเบียนออกใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมให้แก่บริษัทดังกล่าว
การกระทำดังกล่าวถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547 ประกอบประกาศกระทรวงมหาดไทย และประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่องกำหนดพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมในบริเวณพื้นที่จังหวัดภูเก็ต พ.ศ. 2553 เพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัทเอกชน คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงมีมติชี้มูลว่า นายจำเริญ มีความผิดทางอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 รวมทั้งมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง
หลังจากนี้ สำนักงาน ป.ป.ช. จะดำเนินการส่งสำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน และคำวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือศาลที่เกี่ยวข้อง พร้อมส่งเรื่องไปยังผู้บังคับบัญชาเพื่อดำเนินการลงโทษทางวินัยร้ายแรงต่อไป.



