เมื่อวันที่ 2 ก.ค. นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แถลงว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด พ.ต.อ.รุ่งโรจน์ พุทธิยาวัฒน์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักบริหารกลาง รักษาการแทนผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้า (อคส.) กับพวก กรณีดำเนินโครงการจัดซื้อทุเรียนพันธุ์หมอนทองเพื่อจำหน่ายให้กับผู้ส่งออกต่างประเทศ เมื่อปี พ.ศ. 2563 โดยมิชอบ และเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัท วรรัตน์ เฟรชฟรุ๊ต จำกัด เป็นเหตุให้ อคส. ได้รับความเสียหาย
จากการไต่สวนข้อเท็จจริงพบว่า เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2563 อคส. ได้รับหนังสือจากบริษัท วรรัตน์ เฟรชฟรุ๊ต จำกัด ขอให้รับซื้อทุเรียนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อนำมาจำหน่ายให้บริษัทเพื่อส่งออกไปยังประเทศจีน จากนั้น พ.ต.อ.รุ่งโรจน์ ได้ลงนามในหนังสือเชิญชวนเสนอราคาซื้อทุเรียนจำนวน 250 ตัน ส่งไปยังบริษัทเอกชน 3 ราย ตามที่ นายเกียรติขจร แซ่ไต่ รักษาการผู้อำนวยการสำนักการขายและจัดจำหน่ายเสนอ ทั้งที่โครงการดังกล่าวไม่อยู่ในแผนปฏิบัติการประจำปี และไม่มีการกำหนดแผนการจัดซื้อตามระเบียบ อคส. แต่อย่างใด
ต่อมาในการยื่นซองเสนอราคา ปรากฏว่ามีบริษัทเอกชน 3 รายเข้าร่วม ได้แก่ บริษัท ชื่อหยวนพาณิชย์ จำกัด (เสนอราคาต่ำสุดกิโลกรัมละ 100 บาท) บริษัท ลีโรจน์นนท์ เฟรชฟรุ๊ต จำกัด (เสนอกิโลกรัมละ 105 บาท) และบริษัท โกลเด้น ฟินิกซ์ จำกัด (เสนอกิโลกรัมละ 110 บาท) ซึ่ง พ.ต.อ.รุ่งโรจน์ ได้อนุมัติจัดซื้อจากบริษัท ชื่อหยวนพาณิชย์ จำกัด โดยมีการส่งมอบทุเรียนครบ 250,000 กิโลกรัม
หลังจากนั้น นายเกียรติขจร ได้ทำบันทึกขออนุมัติขายทุเรียนทั้งหมดให้แก่ บริษัท วรรัตน์ เฟรชฟรุ๊ต จำกัด ในราคากิโลกรัมละ 103 บาท รวมเป็นเงิน 25,750,000 บาท โดยมีการยกร่างสัญญาที่ปรับแก้มาจากสัญญาซื้อขายข้าวสาร และไม่มีการส่งให้สำนักงานอัยการสูงสุดตรวจร่างตามขั้นตอน ซึ่ง พ.ต.อ.รุ่งโรจน์ ได้ลงนามอนุมัติ โดยเมื่อมีการเซ็นสัญญาในวันที่ 8 กันยายน 2563 บริษัท วรรัตน์ เฟรชฟรุ๊ต จำกัด ไม่ได้นำเงินสด แคชเชียร์เช็ค หรือหนังสือค้ำประกันธนาคารมาวางเป็นหลักประกันตามสัญญา แต่อ้างสิทธิรับมอบทุเรียนไปจนครบถ้วน และไม่มีการชำระเงินค่างวดแต่อย่างใด จนกระทั่งในปี 2565 อคส. ได้ยื่นฟ้องศาลให้บริษัทชำระหนี้รวมดอกเบี้ยผิดนัดเป็นเงิน 27,351,438.35 บาท ต่อมามีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ปัจจุบันเอกชนชำระหนี้มาแล้ว 10,000,000 บาท ยังคงเหลือหนี้เงินต้นอีกกว่า 19 ล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างขั้นตอนการบังคับคดี
จากการตรวจสอบเชิงลึกของ ป.ป.ช. พบพฤติการณ์ชัดเจนว่าเป็น “ขบวนการจัดฉากฮั้วราคา” เนื่องจากกลุ่มบริษัทที่เข้าร่วมเสนอราคาและบริษัทผู้ซื้อล้วนมีความเชื่อมโยงกัน โดยนางจันทิพย์ ริยะวงค์ กรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท วรรัตน์ฯ (ผู้ซื้อ) แท้จริงคือผู้ก่อตั้งและเป็นเจ้าของตัวจริงของบริษัท ชื่อหยวนฯ (ผู้ชนะการประกวดราคา) ส่วนกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท ชื่อหยวนฯ ก็เป็นเพียงลูกจ้างของนางจันทิพย์ ขณะที่บริษัท ลีโรจน์นนท์ฯ มีกรรมการเป็นหลานสาวของนางจันทิพย์ และบริษัท โกลเด้น ฟินิกซ์ฯ ยอมลงนามในใบเสนอราคาเปล่ามอบให้นางจันทิพย์นำไปใช้จัดฉากแข่งราคา คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงมีมติชี้มูลความผิด ดังนี้
- พ.ต.อ.รุ่งโรจน์ พุทธิยาวัฒน์ มีมูลความผิดทางอาญา ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 8 และ 11, พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 (กฎหมายฮั้ว) มาตรา 10 และ 12, พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง
- นายเกียรติขจร แซ่ไต่ มีมูลความผิดทางอาญาฐานเป็นผู้สนับสนุนพนักงาน และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง
- กลุ่มบริษัทเอกชนและผู้เกี่ยวข้อง (บริษัท วรรัตน์ เฟรชฟรุ๊ต จำกัด, นางจันทิพย์ ริยะวงค์, บริษัท ชื่อหยวนพาณิชย์ จำกัด, นางสาววิไลพร แซ่เหยียน, บริษัท ลีโรจน์นนท์ เฟรชฟรุ๊ต จำกัด, นางสาวบุษราคัม ริยะวงค์, บริษัท โกลเด้น ฟินิกซ์ จำกัด และนางสาวอินทิรา แซ่ซู่) มีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นผู้สนับสนุนพนักงาน และมีความผิดฐานตกลงร่วมกันในการเสนอราคา (ฮั้วราคา)
ทั้งนี้ สำนักงาน ป.ป.ช. ได้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน และเอกสารหลักฐานไปยังอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลที่มีเขตอำนาจ และส่งไปยังผู้บังคับบัญชาเพื่อดำเนินการทางวินัยร้ายแรง พร้อมแจ้งให้ อคส. ดำเนินการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งตามกฎหมายต่อไป



