สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 2 ม.ค. ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ โพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์มทรูธ โซเชียล ว่าสหรัฐอยู่ในสถานะ “เตรียมพร้อมขั้นสูงสุด” ที่จะดำเนินการตอบโต้ทันที หากอิหร่านใช้มาตรการขั้นรุนแรง ถึงขั้นเป็นการสังหารกลุ่มผู้ประท้วงซึ่งเคลื่อนไหวอย่างสันติ


การโพสต์ดังกล่าวของทรัมป์ได้รับการตอบสนองอย่างรวดเร็ว จากนายอาลี ชัมคานี หนึ่งในที่ปรึกษาของอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ซึ่งกล่าวอย่างหนักแน่นว่า “ความมั่นคงของอิหร่านคือเส้นตาย” และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงกลาโหมอิหร่านอีกหลายคนแสดงท่าทีแบบเดียวกัน


การประท้วงต่อต้านรัฐบาลครั้งใหม่ในอิหร่าน เริ่มต้นขึ้นสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยกลุ่มผู้ประกอบการร้านค้าในกรุงเตหะรานออกมาเดินขบวน เพื่อแสดงความไม่พอใจอย่างหนัก ต่อสภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ลงของประเทศ ค่าเงินเรียลของอิหร่านตกต่ำอย่างหนักเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ราคาสินค้านำเข้าพุ่งสูงขึ้นและกระทบต่อผู้ค้าปลีกอย่างรุนแรง


หลังจากนั้น การประท้วงลุกลามไปยังเมืองอื่นและมีกลุ่มนักศึกษาเข้าร่วมด้วย จนมีการปะทะกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 6 ราย สถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้หลายฝ่ายนึกย้อนกลับไปถึงการประท้วง ระหว่างเดือน ก.ย. 2567 ถึงต้นปี 2568 จากการเสียชีวิตของ น.ส.มาห์ชา อมินี หญิงสาววัย 22 ปี เชื้อสายเคิร์ด ระหว่างเธออยู่ในความควบคุมตัวของตำรวจศีลธรรม เพราะไม่สวมฮิญาบในที่สาธารณะ ซึ่งถือเป็นการละเมิดกฎหมายการแต่งกายของสตรีในอิหร่าน


ก่อนการให้ความเห็นของทรัมป์เพียงไม่กี่วัน สำนักข่าวกรองมอสสาดของอิสราเอล ทวีตข้อความเป็นภาษาเปอร์เซีย บนบัญชีเอ็กซ์อย่างเป็นทางการ สื่ออย่างมีนัยถึงการประท้วงในอิหร่านว่า “จงออกมาตามท้องถนนพร้อมกัน ถึงเวลาแล้ว พวกเราอยู่กับคุณ” และ “ไม่ใช่แค่จากระยะไกลหรือผ่านคำพูดเท่านั้น แต่เรายังอยู่กับคุณในภาคสนามด้วย”


อนึ่ง อิหร่านกล่าวหาว่า อิสราเอลอยู่เบื้องหลังการประท้วงในประเทศหลายต่อหลายครั้ง อย่างไรก็ตาม รัฐบาลและหน่วยข่าวกรองของอิสราเอลไม่เคยยอมรับ แต่ไม่เคยปฏิเสธเช่นกัน.

เครดิตภาพ : AFP