นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า ขณะนี้สหภาพยุโรป (อียู) ได้เริ่มบังคับใช้มาตรการปรับลดคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (ซีแบม) เต็มรูปแบบ  ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.69 ที่ผ่านมาแล้ว  เพื่อสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันระหว่างสินค้าที่ผลิตในอียูและนำเข้าจากต่างประเทศ ประกอบด้วย 6 กลุ่มหลักที่มีกระบวนการปล่อยคาร์บอนสูง ได้แก่ เหล็กและเหล็กกล้า อะลูมิเนียม ซีเมนต์ ปุ๋ย ไฟฟ้า และไฮโดรเจน  

ส่วนของไทย มีสินค้าส่งออกภายใต้มาตรการซีแบมไปอียู่ทั้งสิ้น 363.93 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 5.09% ของมูลค่าส่งออกสินค้าซีแบมทั้งหมด โดยมีเหล็กและเหล็กกล้า อะลูมิเนียมถือเป็นสินค้าส่งออกสำคัญในสินค้าภายใต้มาตรการซีแบม โดยการส่งออกเหล็กและเหล็กกล้าไปยังอียู  307.46 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วน 84.48% ของการส่งออกสินค้าซีแบมจากไทยไปอียู ขณะที่การส่งออกอะลูมิเนียม มีมูลค่า 56.47 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 15.52% สำหรับสินค้าอีก 4 กลุ่ม คือ ซีเมนต์ ปุ๋ย ไฟฟ้า และไฮโดรเจน  มีมูลค่าการส่งออกไปยัง อียู น้อยมากหรือแทบไม่มีการส่งออกเลย

อย่างไรก็ตาม แม้ในปัจจุบันมูลค่าการส่งออกสินค้าภายใต้มาตรการ ซีแบม จากไทยไปสหภาพยุโรปจะยังมีสัดส่วนค่อนข้างต่ำที่ 0.13% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าทั้งหมดของไทย แต่สหภาพยุโรปยังคงเป็นตลาดส่งออกสำคัญของสินค้าอุตสาหกรรมไทย โดยเฉพาะกลุ่มเหล็ก เหล็กกล้า และอะลูมิเนียม ซึ่งอยู่ภายใต้มาตรการซีแบม รวมถึงแนวโน้มที่อียู จะขยายขอบเขตการบังคับใช้มาตรการไปสู่ผลิตภัณฑ์ปลายน้ำและภาคอุตสาหกรรมอื่น ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อภาคการผลิตและการส่งออกในระยะกลางและระยะยาว  

นายนันทพงษ์ ยังได้เสนอแนะให้ภาคเอกชนควรเร่งดำเนินการในระยะถัดไปเพื่อปรับตัวสู่แนวโน้มการค้าสีเขียวในอนาคต ดังนี้ 1.พัฒนาระบบการวัด รายงาน และตรวจสอบการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของ ซีแบม โดยครอบคลุมคาร์บอนฟุตพริ้นท์ตามมาตรฐานสากลใน สโคป 1–3 มีความถูกต้อง ตรวจสอบย้อนกลับได้ และอาจร่วมมือกับหน่วยงานวิจัยหรือสถาบันการศึกษาเพื่อยกระดับความน่าเชื่อถือของข้อมูล ซึ่งจะช่วยลดการใช้ค่าเริ่มต้นที่สูงและลดต้นทุนในระยะยาว

2.วางแผนลงทุนในเทคโนโลยีและกระบวนการผลิตคาร์บอนต่ำ เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน การใช้พลังงานหมุนเวียน และการปรับปรุงกระบวนการผลิต พร้อมจัดทำแผนคาร์บอนเชิงกลยุทธ์ที่ครอบคลุมทั้งองค์กรและซัพพลายเชน เพื่อเสริมความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก 3.ในด้านการบริหารต้นทุนคาร์บอน ควรนำแนวคิดการจัดซื้อจัดจ้างสีเขียวมาใช้ คัดเลือกคู่ค้าที่มีมาตรฐานสิ่งแวดล้อม ตรวจสอบคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของวัตถุดิบ และใช้ระบบดิจิทัล เพื่อเพิ่มความแม่นยำและความโปร่งใส ตลอดจนยกระดับสู่ซัพพลายเชนสีเขียวผ่านการลดพลังงาน  การจัดการของเสีย พลังงานแสงอาทิตย์ และยานพาหนะไฟฟ้า

4.ควรพัฒนาระบบบัญชีคาร์บอนเพื่อวัดและติดตามการปล่อยอย่างเป็นระบบ และพิจารณาใช้กลไกคาร์บอนเครดิตที่น่าเชื่อถือ เช่น ที-เวอร์ ของไทย เพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยจริง สร้างโอกาสรายได้เสริม และเตรียมความพร้อมต่อการกำหนดราคาคาร์บอนหรือระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอนาคต