เมื่อวันที่ 5 ม.ค. เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.พยุหะคีรี ได้ควบคุมตัวนายชนินทร์ (สงวนนามสกุล) อายุ 82 ปี ชาว จ.เชียงใหม่ พร้อมของกลาง รถกระบะยี่ห้อนิสสัน นาวารา สีขาว แบบ 4 ประตู หมายเลขทะเบียน 6 ขฉ 2621 กรุงเทพมหานคร ส่งมอบให้ ร.ต.อ.ไพรัตน์ สุขพรรณ์ พนักงานสอบสวน เพื่อดำเนินการสอบปากคำ ในข้อหา “หาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ, ไม่หยุดรถและไม่ให้ความช่วยเหลือตามสมควรแก่ผู้ได้รับอันตราย และหลบหนีไม่แสดงตัวต่อเจ้าพนักงาน”

สำหรับคดีดังกล่าว สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 29 ธ.ค. 68 มีการเผยแพร่คลิปภาพอุบัติเหตุบนสื่อสังคมออนไลน์ ปรากฏภาพรถกระบะของผู้ต้องหาขับขี่มาด้วยความเร็วบนช่องไหล่ทางถนนทางหลวงหมายเลข 1 ฝั่งขาเข้าเมืองนครสวรรค์ ในพื้นที่ อ.พยุหะคีรี ก่อนจะเฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์จนล้มคว่ำ แล้วขับหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดเพิ่มเติม ยังพบว่าก่อนเกิดเหตุในคลิปดังกล่าว รถกระบะคันเดียวกันได้เฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์อีก 1 คัน จนล้มคว่ำมาแล้วเช่นกัน

เวลาต่อมา ผู้เสียหายทั้ง 2 ราย ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน เจ้าหน้าที่จึงเร่งตรวจสอบกล้องวงจรปิดตามเส้นทางหลบหนี กระทั่งพบว่ารถคันดังกล่าวอยู่ในพื้นที่ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ จึงเข้าตรวจยึดรถและควบคุมตัวผู้ต้องหานำส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

แต่จากการสอบปากคำเบื้องต้น นายชนินทร์ ให้การภาคเสธ โดยอ้างไม่รู้ว่าตนเองขับเฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์ 2 คัน

ทางด้านตำรวจให้ข้อมูลว่า หลังจากนายชนินทร์ ขับรถเฉี่ยวชนชนในพื้นที่ อ.พยุหะคีรี แล้ว ยังไปเฉี่ยวชนกับแบริเออร์ไหล่ทางในพื้นที่ จ.กำแพงเพชร ด้วย และเมื่อขับรถกลับไปถึงเมืองเชียงใหม่ ก็ได้มีการเปลี่ยนแผ่นป้ายทะเบียน เป็นหมายเลข กฉ 6580 มหาสารคาม ก่อนขับไปใช้งานตามปกติ จนกระทั่งถูกจับกุม

จากการสอบถามญาติของนายชนินทร์ ยอมรับว่า นายชนินทร์เป็นคนรักรถ และหลงใหลความเร็วมาตั้งแต่วัยรุ่น แม้ปัจจุบันเจ้าตัวจะเข้าสู่วัยเลข 8 แล้ว แต่ก็ยังชอบขับรถเองอยู่ เนื่องจากมีอาชีพนำเข้าและส่งออกสินค้า จึงต้องใช้รถเดินทางตลอดเวลา ส่วนที่ผ่านมาลูกเมียเคยห้ามปรามไม่ให้ขับรถมาหลายครั้งแล้ว เพราะนายชนินทร์ มีปัญหาสุขภาพด้านสายตา แต่เจ้าตัวก็ไม่ฟัง ยังดื้อรั้น จะขับเองอยู่ จนกระทั่งมาเกิดอุบัติเหตุในรอบนี้ ซึ่งนี่ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นครั้งแรก เพราะปีที่แล้ว เจ้าตัวก็เพิ่งขับเบนซ์ไปชนจนพังยับในพื้นที่ จ.สระบุรี จนป่านนี้รถเบนซ์ยังซ่อมไม่เสร็จ

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่เจ้าตัวอ้างไม่รู้ว่าเฉี่ยวชน แต่มีรอยชนรอบคัน ทางญาติระบุว่า รอยที่เห็นรอบคันนั้น ไม่ใช่รอยใหม่ทั้งหมด เพราะมีบางส่วนเป็นรอยเฉี่ยวชนเก่ารวมอยู่ด้วย ซึ่งเจ้าตัวยังไม่ซ่อม เขามักจะใช้ให้พังเป็นคันๆ ไป

ต่อมา ผู้สื่อข่าวจึงได้สอบถามข้อมูลกับนายชนินทร์ ซึ่งเจ้าตัวขอไม่ให้สัมภาษณ์ แต่ระบุว่า วันเกิดเหตุขับรถมาแบบชิลชิล เฉลี่ย 110-120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และตลอดระยะทาง ก็ไม่ได้รู้สึกว่าชนหรือเฉี่ยวชนกับอะไรเลย พร้อมกับคุยโชว์ว่าในอดีตเป็นนักขับสายมุดตัวยง ชนิดที่เห็นช่องไม่ได้ จ้องจะมุดไปตลอดทาง ก่อนจะโชว์ความฟิตปั๋งว่าเจ้าตัวยังขับรถไหว แม้จะเข้าสู่วัย 80 แล้วก็ตาม

อย่างไรก็ตาม คดีนี้มีข้อมูลว่านายชนินทร์ ทำประกันรถคันที่ประสบอุบัติเหตุ ประเภทที่ 3 ไว้ ฝ่ายประกันและ พ.ร.บ.จึงรับผิดชอบในเรื่องความเสียหายของผู้บาดเจ็บ ส่วนทางตำรวจ จะมีการเรียกผู้เสียหายมาเจรจาค่าสินไหมต่อได้ โดยทราบว่า ผู้บาดเจ็บทั้ง 2 ราย อาการไม่หนักถึงขั้นสาหัส.