เมื่อวันที่ 6 ม.ค. พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย อดีตลูกน้องคนสนิทของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้เปิดใจผ่านทางโทรศัพท์ หลังจากเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และ พล.ต.ต.ประสงค์ เฉลิมพันธ์ ผู้บังคับการป้องกันปราบปรามการทุตจริตและประพฤติมิชอบ แถลงข่าวกรณีที่มีผู้กล่าวหา ได้มาร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดีกับผู้ต้องหารวม 6 ราย โดยกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐานร่วมกันให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด (ทองคำแท่ง) แก่เจ้าพนักงานฯ

พ.ต.อ.ภาคภูมิ กล่าวว่า ตอนนี้มีความชัดเจนมากขึ้น และสิ่งที่พี่พูดมามันได้รับการรับรองจากกระบวนการตรวจสอบของตำรวจ และ บางอย่างที่ตนก็เพิ่งรับทราบจากการแถลงข่าว คือ รถของกรรมการ ป.ป.ช. เป็นรถประจำตำแหน่ง และที่มาของทองคำ ที่มันเชื่อมโยงกับวันที่ตนนำทองไปให้กับกรรมการ ป.ป.ช. ว่ามาจากที่ไหน ตนได้รับความเป็นธรรมในระดับหนึ่ง อย่างน้อยหลักฐานที่เราให้ตำรวจไป ไม่ใช่เรื่องเท็จ เพราะทุกอย่างมันสอดคล้องกัน และยืนยันว่า ไม่ได้มีเจตนาที่จะกลั่นแกล้งใครหรือทำร้ายใคร แต่ต้องการให้ข้อเท็จจริงปรากฏเพื่อความเป็นธรรมกับทุกคน

เมื่อถามว่าได้คุยกับลูกน้องคนสนิทคนอื่นของบิ๊กโจ๊กหรือไม่ บอกว่า ก็พอได้คุยอยู่บ้าง และได้บอกว่า “เหมือนเราอยู่ในกรง ต่างคนก็อยู่ในกรง อยู่ในเงื่อนไขของแต่ละคน บางคนถูกขังในกรงของความกลัว บางคนถูกขังในกรงของบุญคุณ วันนี้ผมได้เปิดประตูกรงให้กับทุกคนแล้ว ที่เหลือก็ต้องก้าวออกมาเอง ผมไม่มีหน้าที่ไปอุ้มหรือไปจูงใครออกมา อยู่ที่ตัวเขาจะกล้าออกมาหรือไม่ แต่ก็ยังมีบางคนที่ไม่กล้าเดินออกมาอาจจะด้วยความกลัวหรือเงื่อนไขบางอย่างในใจซึ่งผมก็ไม่ทราบ แต่ถ้าไม่ออกมาก็จะถูกกระทำอย่างนั้นอยู่”

ส่วน พ.ต.อ.นำเกียรติ ตนเองเห็นใจ แล้วขอยืนยันว่า พี่นำเกียรติเป็นคนดี ซึ่งก็เป็นเงื่อนไขเดียวกันกับน้องๆ อยู่ที่ตัวพี่ ก็หวังว่า พี่จะให้รักษาเกียรติยศและศักดิ์ศรี

เมื่อถามว่าในฐานะที่เป็นผู้กล่าวหา นำคลิปหลักฐานมาให้ตำรวจ แต่อาจจะต้องถูกดำเนินคดีด้วยหนักใจหรือไม่ พ.ต.อ.ภาคภูมิ บอกว่า ยินดีตั้งแต่วันแรก ตนเองรู้กฎหมายดีที่นำหลักฐานไปให้ตำรวจเปิดเผยออกมานั้น มีสิทธิที่ตกเป็นผู้ต้องหา หรือผลกระทบทางด้านสังคม ความรู้สึกครอบครัว แต่ก็เป็นสิ่งที่ตนเตรียมใจไว้อยู่แล้ว ตั้งใจและเตรียมใจ ยอมรับ ไม่ได้มีอะไรมาต่อรองว่า จะขอกลับเข้าราชการ ไม่ได้อยู่ในความคิดเลย ไม่เคยไปเรียกร้องหรือดิ้นรนเพื่อขอกลับเข้ารับราชการ ยอมรับรู้สึกเอือมกับสิ่งที่เจอ กับสิ่งที่ทำมาทั้งชีวิตแต่กลับต้องเจอเหตุการณ์แบบนี้

เมื่อถามว่าหมดศรัทธาในตัวเองหรือไม่ พ.ต.อ.ภาคภูมิ บอกว่า ก่อนที่ตนจะมาอยู่กับบิ๊กโจ๊ก ตนก็ทำงานของตนเองมา แต่พอมาอยู่ กลับเจอเหตุการณ์แบบนี้ เรามีศักดิ์ศรี มีชื่อเสียงมาก่อน แต่ที่ผ่านมาพอมันเกิดเรื่องแบบนี้ มันได้รับผลกระทบหลายอย่าง เหมือนกับว่าสิ่งต่างๆ ที่เราเคยมีมาเคยสร้างมามันก็สูญสลายพังทลายไปหมด ยอมรับที่ผ่านมาถูกใช้ในฐานะที่เราเป็นลูกน้อง ก็ต้องยอมให้ใช้ทั้งๆ ที่รู้ว่ามันผิด ทำไปภายใต้ภาวะสภาพบังคับ ไม่ทำก็ไม่ได้

ส่วนที่ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ บอกว่า พ่อของตนโกรธและโมโหจนถึงขั้นโทรฯ ไปต่อว่า บิ๊กโจ๊ก ส่วนที่พูดว่า เรื่องเกิดมาจากคลิปที่เข้าไปพบกับท่านวันมูฮัมหมัดนอร์ มะทา มีการไปข่มขู่ เรื่องที่มันไม่ถูกต้อง และมีการจัดฉากขึ้นมา ให้เขาไปเจอกัน แล้วก็บันทึกภาพ บันทึกเสียง มันไม่ถูกต้อง เจตนามันไม่บริสุทธิ์ ตั้งแต่ตอนนั้น ตนเองก็เริ่มแยกตัวออกมาและเล่าให้คุณพ่อฟัง คุณพ่อก็อาจจะไม่พอใจ และตีตัวออกห่างมา ตั้งแต่ช่วงมกราคม ปี 2568 รวมถึงมีการทำจดหมายฟ้องร้องกล่าวหา ไปร้องเรียนให้ท่านได้รับความเสียหาย กระบวนการเหล่านี้ เราเห็นเรารับรู้และเราไม่อยากขอยุ่ง

ส่วนที่เมื่อวานนี้ ตนไป ป.ป.ช. ไปเพื่อคัดค้าน กรรมการ ป.ป.ช. ท่านหนึ่ง ไม่ให้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับสำนวน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในการไต่สวน รวมถึงได้ไปขอคุ้มครองพยาน เนื่องจากที่ผ่านมาก็มีไอโอ เข้าไปคุกคามชีวิต ทั้งร้านกาแฟ และชีวิตครอบครัว

ส่วนเรื่องทอง เขาก็วางแผน เรื่องมันเกิดขึ้นในเดือนกันยายนปี 67 เขาบอกว่า เดี๋ยวจะให้เอาทองไปให้กรรมการ ป.ป.ช. ท่านหนึ่ง แต่ตอนนั้นเขายังไม่ได้บอกให้เอาไปให้ใคร ผมก็ปรึกษากับครอบครัว ก็มองว่ามัน เอ๊ะ และทางเราก็ควรจะต้องเก็บพยานหลักฐานเอาไว้ เพราะผมก็สงสัยแต่แรกว่า เมื่อคุณรู้จักกัน คุณนัดเจอกันก็ได้ แต่ทำไมคุณไม่ส่งมอบกันเอง แล้วต้องเงียบไป ทำไมจะต้องให้ผมนําทองไปให้ และให้บันทึกภาพเก็บไว้ กรรมการ ป.ป.ช. ท่านนั้น ผมก็ไม่รู้จัก แต่การที่สั่งให้ไปพบกับท่านกรรมการ ป.ป.ช. มันต้องมีคนประสานงานกันระหว่างกรรมการ ป.ป.ช. ท่านนั้นกับคนที่เป็นเจ้าของทองคำ เมื่อผมไปถึง ก็เดินลงไปปุ๊บก็ลดกระจกลง ยกมือไหว้สวัสดี ส่งกระเป๋าให้ ไม่มีการพูดอะไรกันเลย มีการตั้งข้อสงสัยว่า ถ้าไม่มีการนัดหมายให้มาเจอกัน ทำไมถึงลดกระจก ทันทีที่ผมไปถึง

เมื่อถามว่า ในรถคันดังกล่าว นั่งมากี่คน พ.ต.อ.ภาคภูมิ บอกว่า มองไม่เห็นขนาดนั้น เห็นแค่ 2 คน ส่วนฝั่งของตนที่ไปวันนั้น ในรถคันของตน มีตนที่ลงไปนำทองให้ คนขับรถ และคนที่ถ่ายคลิป แต่จะมีอีกชุดหนึ่งที่ขับรถติดตามตนไปในวันนั้น ที่เป็นประจักษ์พยานในที่เกิดเหตุ

พ.ต.อ.ภาคภูมิ ยังบอกอีกว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทางกรรมการ ป.ป.ช. จะถูกหักหลังเป็นคนแรก เพราะเขาได้มอบทองให้แล้วบันทึกภาพ เก็บไว้เพื่อข่มขู่แบล็กเมล์ ส่วนคนที่ถูกหักหลังคนที่สองก็คือตน เขาพยายามให้ตนไปรับทองคำ เพื่อสร้างพยานหลักฐานขึ้นมาว่า เป็นทองของตน มันมีการหักหลังกันมาก่อนแล้ว ตัวที่สำคัญคือ “ผมถูกหักหลังก่อนนะ”

พร้อมคาดการณ์ว่า อีกฝ่ายจะไม่หยุดเพียงแค่นี้ และจะพยายามทำลายความน่าเชื่อถือของตน จะมีการแจ้งความเท็จและเรื่องอื่นๆ ตามมาอีกมาก ไม่โกรธการต่อสู้ของอีกฝ่าย แต่ขอให้อยู่ในกรอบของกฎหมาย

หลังการเปิดตัว มีรูปแบบการข่มขู่ มีการโทรศัพท์จากรุ่นพี่คนหนึ่งเพื่อขอคุย แต่ พ.ต.อ.ภาคภูมิ ปฏิเสธที่จะคุย นอกจากนี้ยังมีกลุ่มไอโอ ออกมาถล่มคุณพ่อคุณแม่ ลามไปถึงลูกเมีย ทำให้ได้รับความเสียหาย อีกทั้งยังมีการข่มขู่ไปถึงลูกน้องของบิ๊กโจ๊กคนอื่นๆ ว่า หากคนที่เหลือยังไม่หยุด ก็จะต้องโดนแบบนี้อีก อีกทั้งยังมีการใช้อินฟลูเอนเซอร์ที่อยู่ในต่างประเทศออกมาด่าและให้ข้อมูลบิดเบือนตลอดเวลา

พ.ต.อ.ภาคภูมิ มองว่าการข่มขู่เหล่านี้เป็นการข่มขู่ผู้อื่นให้เห็นว่าหากใครออกมาพูดจะต้องโดนแบบเดียวกัน ไม่แปลกใจกับการกระทำเหล่านี้ เพราะรู้ถึงวิธีการและตัวละครที่เกี่ยวข้อง วิธีการเหล่านี้เคยถูกใช้กับคนทำเรื่องร้องเรียนหลายคน รวมถึงหนึ่งในคณะกรรมการ ป.ป.ช. และ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามย้ำว่า มีการข่มขู่ทำร้ายร่างกายไปถึงตัวของ พ.ต.อ.ภาคภูมิ และลูกน้องของพี่โจ๊กคนอื่นๆ หรือไม่ เขายอมรับว่า มีน้องๆ บางคนมีการส่งคนตามไปที่บ้าน และถูกโทรศัพท์หา แต่น้องๆ เหล่านี้ได้รับการดูแลคุ้มครองแล้วในปัจจุบัน