ในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับเวเนซุเอลายังว่าใกล้ชิดกันอย่างมาก โดยเวเนซุเอลาเป็นแหล่งพลังงานที่มั่นคงของสหรัฐ และเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ในช่วงสงครามเย็น อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อนายฮูโก ชาเวซ ขึ้นสู่อำนาจประธานาธิบดีของเวเนซุเอลา ในปี 2542
ชาเวซประกาศตัวเป็นสังคมนิยมและมีจุดยืนต่อต้านลัทธิจักรวรรดินิยม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การฝักใฝ่คิวบาและรัสเซีย จึงทำให้ความตึงเครียดกับสหรัฐทวีความรุนแรงขึ้น
ในปี 2545 เกิดความพยายามรัฐประหารในเวเนซุเอลา ชาเวซกล่าวหาสหรัฐ ว่าอยู่เบื้องหลังการรัฐประหารครั้งนั้น ซึ่งแน่นอนว่า รัฐบาลวอชิงตันยืนกรานปฏิเสธ แต่กอปรกับความขัดแย้งด้านสิทธิมนุษยชนและการเลือกตั้งภายในประเทศที่หลายฝ่ายทั้งในและนอกเวเนซุเอลากล่าวหาชาเวซว่า “ไม่เป็นธรรม” ทำให้สหรัฐเริ่มแสดงท่าทีเย็นชาและคว่ำบาตรเวเนซุเอลาอย่างต่อเนื่อง
ชาเวซถือว่า ปิโตรเลียม เป็นแกนนำเศรษฐกิจและพลังการทูตหลักของเวเนซุเอลา จึงมีการประกาศ โอนกิจการอุตสาหกรรมน้ำมันให้เป็นของรัฐ เช่น มีการยึดคืนโครงการสำรวจน้ำมันขนาดใหญ่ในบริเวณที่เรียกว่า “เขตโอริโนโก”

การดำเนินการดังกล่าวแสดงความเป็น “ชาตินิยมทรัพยากร” อย่างชัดเจน ชาเวซขับไล่บริษัทน้ำมันต่างชาติ รวมถึงของสหรัฐ ให้ออกจากเวเนซุเอลา มิเช่นนั้นมีทางเลือกเดียว คือต้องเป็นการร่วมทุนกับพีดีวีเอสเอ ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจด้านน้ำมันของเวเนซุเอลา
แม้เวเนซุเอลามีรายได้มหาศาลจากการขายน้ำมัน เนื่องจากเป็นประเทศซึ่งมีแหล่งน้ำมันดิบสำรองมากที่สุดในโลก คือราว 303,000 ล้านบาร์เรล แต่รัฐบาลชาเวซกลับไม่นำเงินนั้นมาปรับปรุงและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง ทำให้การผลิตน้ำมันลดลงในเวลาต่อมา และผลที่ตามมา คือ ปริมาณการผลิตที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง
ในทางกลับกัน ชาเวซใช้รายได้จากน้ำมันหนุนฐานอำนาจภูมิรัฐศาสตร์ของเวเนซุเอลาในลาตินอเมริกา โดยก่อตั้งกลุ่มพันธมิตรทางการเมืองซ้ายหลายแห่ง เพื่อรวมตัวประเทศซ้ายเข้าด้วยกันและลดอิทธิพลของสหรัฐในซีกโลกตะวันตก
นอกจากนี้ ยังมีโครงการ “เปโตรคาริเบ” ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือด้านพลังงาน ที่เป็นสัญลักษณ์สำคัญของอิทธิพลเวเนซุเอลาในภูมิภาคลาตินอเมริกาและแคริบเบียน เป็นการที่เวเนซุเอลาจำหน่ายน้ำมันดิบในราคาพิเศษให้กับประเทศในภูมิภาครวม 17 ประเทศ
แม้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายยุทธศาสตร์น้ำมัน เพื่อสร้างพันธมิตรทางเศรษฐกิจและการทูต แต่โครงการดังกล่าวไม่ใช่การให้เปล่า โดยเป็นการ “ซื้อก่อน ผ่อนทีหลัง” มีเงื่อนไขเคร่งครัดคือ ประเทศสมาชิกจ่ายเงินสดเพียงส่วนหนึ่ง ประมาณ 40-60% ของราคาน้ำมันตลาดโลก ณ ขณะนั้น ส่วนที่เหลือสามารถเปลี่ยนเป็นเงินกู้ระยะยาว 25 ปี โดยมีอัตราดอกเบี้ยต่ำมาก ประมาณ 1-2%
ขณะที่บางประเทศสามารถชำระหนี้น้ำมันด้วยสินค้าหรือบริการแทนเงินสดได้ เช่น คิวบาส่งบุคลากรทางการแพทย์ไปช่วยเวเนซุเอลา หรือนิการากัวส่งข้าวและเนื้อวัวไปแลกน้ำมัน
อย่างไรก็ตาม โครงการเปโตรคาริเบ กลับชะงักงันจนแทบเรียกได้ว่า “ล่มสลาย” ไปในที่สุด เนื่องจากวิกฤติเศรษฐกิจในเวเนซุเอลาเอง ทำให้การผลิตน้ำมันของเวเนซุเอลาดิ่งเหว และไม่มีน้ำมันเหลือพอที่จะส่งออกในราคาถูกได้อีกต่อไป และยังมีมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐ ซึ่งทำให้การขนส่งน้ำมันและการทำธุรกรรมทางการเงินของเวเนซุเอลาเป็นไปอย่างยากลำบาก
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สหรัฐมองความเคลื่อนไหวของเวเนซุเอลา “เป็นการท้าทาย” ยิ่งในยุคหลังที่มีการร่วมมือด้านพลังงานกับจีนและรัสเซียมากขึ้น จึงตอบโต้อย่างต่อเนื่อง ด้วยการผสมผสานมาตรการทั้งในทางการเมือง เศรษฐกิจ และทางทหาร ตามแนวทางของลัทธิมอนโร ซึ่งเป็นนโยบายที่ประกาศในสมัยประธานาธิบดีเจมส์ มอนโร เมื่อปี 2366 เป็นกรอบอุดมการณ์ว่า ซีกโลกตะวันตกเป็นเขตอิทธิพลเฉพาะของสหรัฐ และสหรัฐพร้อมดำเนินการทุกวิถีทาง เพื่อป้องกันการแทรกแซงจากยุโรป

ต่อมามีการใช้หลักการที่เรียกว่า “บทขยายความรูสเวลต์” คือหลักการทางนโยบายต่างประเทศของสหรัฐที่ประกาศโดยประธานาธิบดี ธีโอดอร์ รูสเวลต์ เมื่อปี 2447 เพื่อยกระดับลัทธิมอนโรให้มีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น หรือกล่าวให้เข้าใจง่ายที่สุด คือการที่สหรัฐประกาศตัวเป็น “ตำรวจแห่งภูมิภาคตะวันตก” โดยสามารถแทรกแซงในภูมิภาคลาตินอเมริกาได้เอง “เพื่อรักษาผลประโยชน์ของตน”
จนกระทั่งสถานการณ์บานปลาย “ถึงจุดแตกหัก” ในยุครัฐบาลของประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ซึ่งสหรัฐส่งหน่วยรบพิเศษบุกเข้าไปควบคุมตัวผู้นำเวเนซุเอลาและภริยา ถึงในกรุงการากัส เมื่อวันที่ 3 ม.ค. ที่ผ่านมา แม้เพื่อดำเนินคดีเกี่ยวกับยาเสพติดและการก่อการร้าย แต่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ความขัดแย้งทางน้ำมันระหว่างสองประเทศที่ฝังรากลึกมานาน คือหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับเวเนซุเอลามาถึงจุดนี้ ภายใต้ฉากหลังของการรักษาอิทธิพล และถ่วงดุลอำนาจในภูมิภาคลาตินอเมริกา.
ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



