นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม เปิดเผยถึงการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนในจังหวัดภูเก็ตว่า ส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับโครงการระบบขนส่งมวลชนจังหวัดภูเก็ต(แทรมภูเก็ต) ที่การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย(รฟม.) มีแผนจะใช้พื้นที่เกาะกลางบนทางหลักในการก่อสร้าง เพราะไม่ได้ประโยชน์เท่าที่ควร ทำให้ช่องจราจรลดลง ต้องสร้างสะพานลอย และอื่นๆ อีกมากมาย อีกทั้งจำนวนคนที่ใช้แทรมน่าจะมีไม่มาก คนที่เดินทางมาจากจังหวัดอื่น เมื่อมาเที่ยวภูเก็ต ส่วนใหญ่ขับรถเดินทาง จึงมองว่าควรเพิ่มผิวจราจร และเพิ่มรถโดยสารประจำทางที่วิ่งให้บริการรอบเมืองอยู่ในปัจจุบัน โดยทำเป็นช่องสำหรับรถเมล์โดยเฉพาะ (Bus Lane) จะเกิดประโยชน์มากกว่า และช่วยแก้ปัญหาการจราจรในจังหวัดภูเก็ตได้

นายพิพัฒน์ กล่าวอีกว่า ขณะนี้กำลังหารือกับเอกชนว่า สามารถเอารถเมล์เข้าไปเสริมให้มากขึ้นกว่าในปัจจุบันได้หรือไม่ และได้มอบให้กรมการขนส่งทางบก(ขบ.) ลงไปจัดการในเรื่องนี้แล้ว และให้ทำเป็น Bus Lane ซึ่งจะมีความยืดหยุ่นมากกว่าระบบราง โดยสามารถกั้นช่องจราจรให้รถเมล์วิ่งได้อย่างสะดวก ขณะเดียวกันก็สามารถบริหารจัดการให้รถยนต์ทั่วไปสามารถเข้าใช้ทางในจุดที่จำเป็นได้ ซึ่งจะช่วยประหยัดงบประมาณ และลดผลกระทบระหว่างการก่อสร้างได้มากกว่า
นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า หากได้กลับมาเป็น รมว.คมนาคม จะเร่งขยายถนนสายหลักจากสนามบินภูเก็ตเข้าเมือง รื้อเกาะกลางทิ้ง และใช้แบริเออร์กั้น จะทำให้สามารถเพิ่มช่องจราจรได้อีก 2 เลน จากเดิม 6 ช่องจราจร เป็น 8 ช่องจราจร รวมทั้งเร่งผลักดันโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่ง เพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ และเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทย และอันดามัน (แลนด์บริดจ์) ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของพรรคภูมิใจไทย ปัจจุบันผลการศึกษาแล้วเสร็จ แต่ให้กลับไปทำข้อมูลเพิ่มเติมในเรื่องความคุ้มค่า เพราะยังมีบางคนไม่เห็นด้วย โดยเรื่องนี้พรรคภูมิใจผลักดันมาตั้งแต่ปี 2562 สมัยนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เป็นรมว.คมนาคมแล้ว

นายพิพัฒน์ กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้จะเร่งผลักดันโครงการรถไฟทางคู่ ระยะ(เฟส)ที่ 2 จำนวน 3 เส้นทาง ช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี ระยะทาง 168 กม. วงเงิน 30,422 ล้านบาท, ช่วงสุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่-สงขลา ระยะทาง 321 กม. วงเงิน 66,270 ล้านบาท และช่วงชุมทางหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ ระยะทาง 45 กม. วงเงิน 7,772 ล้านบาท เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี(ครม.) ซึ่งก่อนหน้านี้กระทรวงคมนาคมเสนอสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี(สลค.) แล้ว แต่ที่ยังไม่สามารถบรรจุวาระ ครม. ได้ เพราะสำนักงบประมาณให้กำหนดโครงการนี้อยู่ในแผน และตั้งงบประมาณในปี 2570 และเสนอเข้า ครม.ใหม่พิจารณา ซึ่งตนพร้อมผลักดันเรื่องนี้ทันที แต่หากตนไม่ได้มาเป็น รมว.คมนาคม เมื่อเรื่องอยู่ในงบประมาณปี 2570 แล้ว ไม่ว่าใครมาเป็น รมว.คมนาคม ก็ต้องดำเนินการ
นายพิพัฒน์ กล่าวอีกว่า สิ่งที่หากได้กลับมาเป็น รมว.คมนาคม แล้วจะไม่ดำเนินการเด็ดขาดคือ การแก้ไขสัญญารถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน(ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) เพราะไม่เห็นด้วยกับเงื่อนไขการจ่ายค่าก่อสร้างแบบสร้างไปจ่ายไป ขอยึดถือเงื่อนไขเดิม ตนไม่อยากติดคุก เบื้องต้นอ่านเนื้อหาในสัญญาแล้ว รู้สึกไม่เห็นด้วย เข้าข้างเอกชน ซึ่งพรรคภูมิใจไทยก็ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขสัญญา เรื่องนี้ต้องแก้ปัญหาทำให้เกิดแรงจูงใจทางการลงทุนเพิ่มเติม อาทิ สร้างดิสนีย์แลนด์ เพื่อให้มีปริมาณผู้โดยสารเพิ่มมากขึ้น โดยไม่ต้องแก้ไขสัญญา ซึ่งขณะนี้มีนักลงทุนสนใจที่จะร่วมลงทุนแล้ว หากกลับมาก็จะผลักดันเรื่องนี้เข้า ครม.



