เมื่อวันที่ 9 ม.ค. สำนักงาน ป.ป.ส. รายงานปัญหาการลักลอบปลูกฝิ่นในพื้นที่ห่างไกลยังคงเป็นประเด็นที่ให้ความสำคัญสูงสุด เนื่องจากเป็นต้นทางของยาเสพติดร้ายแรง การสกัดกั้นตั้งแต่แหล่งผลิตจึงเป็นมาตรการเชิงยุทธศาสตร์ที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันไม่ให้ยาเสพติดแพร่ระบาดเข้าสู่ชุมชน โดยยกระดับการดำเนินงาน จากการลาดตระเวนสู่ระบบฐานข้อมูลแม่นยำ ซึ่งในอดีต การสำรวจพื้นที่ลักลอบปลูกพืชเสพติดในภูมิประเทศซับซ้อนมีข้อจำกัดด้านการเข้าถึงและทรัพยากร แต่ปัจจุบัน สำนักงาน ป.ป.ส. โดยสถาบันสำรวจและควบคุมพืชเสพติด (สพส.) ได้พัฒนารูปแบบการทำงานโดยนำเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศและภาพถ่ายดาวเทียมมาประยุกต์ใช้ในการวิเคราะห์พื้นที่เป้าหมาย ทำให้สามารถระบุพิกัดต้องสงสัยได้อย่างแม่นยำ ลดภาระการเดินลาดตระเวนแบบสุ่ม และสนับสนุนให้หน่วยงานในพื้นที่ปฏิบัติการได้อย่างรวดเร็ว

สำนัก ป.ป.ส. รายงานอีกว่า ผลการปฏิบัติการพื้นที่ดอยขาด จังหวัดน่าน เมื่อวันที่ 7 ม.ค.69 จากการตรวจสอบข้อมูลดาวเทียม พบความผิดปกติของพื้นที่จำนวน 52 แปลง บริเวณบ้านดอยติ้ว (ดอยขาด) อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน สพส. จึงได้ส่งมอบข้อมูลพิกัดให้แก่กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 325 (ตชด.325) เพื่อบูรณาการกำลังร่วมกับฝ่ายปกครองและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าพิสูจน์ทราบ ผลการปฏิบัติสามารถตรวจพบการลักลอบปลูกฝิ่นจริง จำนวน 27 แปลง พื้นที่รวม 7.25 ไร่ และได้ดำเนินการตัดทำลายพร้อมตรวจยึดของกลางฝิ่นสด 20 กิโลกรัม ส่วนพื้นที่ที่เหลือจากการตรวจสอบยืนยันว่าเป็นพื้นที่แปลงร้างและแปลงเกษตรกรรมอื่น ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพของการคัดกรองเป้าหมายด้วยเทคโนโลยีก่อนเข้าดำเนินการจริง

สำนักงาน ป.ป.ส. รายงานด้วยว่า การปฏิบัติการครั้งนี้สามารถยับยั้งมูลค่าความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้กว่า 5,400,000 บาท ซึ่งสะท้อนถึงความสามารถในการตัดวงจรยาเสพติดตั้งแต่ต้นน้ำที่ส่งผลต่อโครงสร้างสังคมโดยรวม ทั้งในมิติด้านความมั่นคงที่สามารถสกัดกั้นไม่ให้ผลผลิตฝิ่นถูกนำไปแปรรูปและกระจายเข้าสู่ชุมชนเมือง ช่วยลดโอกาสการแพร่ระบาดของยาเสพติดในวงกว้าง อีกทั้งยังส่งผลต่อเนื่องถึงมิติด้านเศรษฐกิจ ในการลดภาระงบประมาณภาครัฐสำหรับการปราบปรามและกระบวนการบำบัดรักษาผู้เสพในระยะยาว นอกจากนี้ ยังถือเป็นการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติด้วยการยุติการบุกรุกพื้นที่ป่าต้นน้ำ นำไปสู่การฟื้นฟูระบบนิเวศให้กลับมาสมบูรณ์ดังเดิม และเป็นการใช้เทคโนโลยีสนับสนุนการทำงานเชิงรุก ทำให้สามารถเข้าถึงและทำลายแหล่งผลิตในพื้นที่ยากลำบากได้ทันท่วงที เป็นการสกัดกั้นไม่ให้สิ่งเสพติดเหล่านี้ถูกนำไปแปรรูปและแพร่ระบาดเข้าสู่ชุมชนไปสร้างความเสียหายต่อพี่น้องประชาชน ซึ่งถือเป็นการแก้ปัญหายาเสพติดที่ต้นเหตุอย่างแท้จริง.