ตำแหน่งอย่างเป็นทางการของ นายสตีเฟน มิลเลอร์ ในรัฐบาลสหรัฐ คือ รองหัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่ด้านนโยบายของทำเนียบขาว และที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ ซึ่งมีหน้าที่ให้คำปรึกษาด้านนโยบายความมั่นคงภายใน อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายมักขนานนามนักการเมืองวัย 40 ปี ผู้นี้ คือ “มันสมองเชิงอุดมการณ์” หรือถึงขั้นเป็น “นายกรัฐมนตรีเงา” ในรัฐบาลสหรัฐสมัยที่สองของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
มิลเลอร์มี “ความสามารถพิเศษ” ตรงที่เขาสามารถแปรเปลี่ยน “สัญชาตญาณ” ของทรัมป์ให้กลายเป็น “นโยบายที่ปฏิบัติได้จริง” โดยเฉพาะการขยายขอบเขตจากนโยบายในประเทศสู่ยุทธศาสตร์ต่างประเทศที่เน้นการใช้กำลังและอำนาจดิบ
มิลเลอร์ก้าวขึ้นมามีอิทธิพลในทำเนียบขาวอย่างต่อเนื่อง จนได้รับความไว้วางใจจากทรัมป์ในระดับที่เรียกว่า “อย่างเบ็ดเสร็จ” และมักปรากฏตัวต่อสาธารณชน “ในตำแหน่งสำคัญที่สุดเสมอ” ล่าสุดคือเมื่อวันที่ 3 ม.ค. ที่ผ่านมา มิลเลอร์ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ระดับรัฐมนตรีหรือเทียบเท่า อีกทั้งไม่ใช่ผู้บัญชาการทางทหาร แต่สามารถนั่งอยู่ในวอร์รูมที่คฤหาสน์มาร์-อา-ลาโก ของทรัมป์ ที่รัฐฟลอริดา เพื่อรับชมการถ่ายทอดสด ปฏิบัติการของหน่วยรบพิเศษ ในการจับกุมตัวประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ผู้นำเวเนซุเอลา และนางซิเลีย ฟลอเรส ภริยา

การบรรลุเป้าหมายเรื่องมาดูโรทำให้กลุ่ม “สายเหยี่ยว” ในทำเนียบขาว ซึ่งนำโดยมิลเลอร์ เดินหน้าผลักดันเป้าหมายต่อไปที่ทะเยอทะยานยิ่งกว่า นั่นคือ กรีนแลนด์ เกาะขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งเป็นเขตปกครองตนเองของเดนมาร์ก ซึ่งในเรื่องนี้ มิลเลอร์ไม่ใช่แค่ผู้สนับสนุน แต่ถือเป็น “หัวหอก” ที่วางตรรกะรองรับการเข้ายึดครองดินแดนแห่งนี้
มิลเลอร์ให้สัมภาษณ์กับซีเอ็นเอ็น อย่างดุเด็ดเผ็ดร้อนเมื่อวันที่ 5 ม.ค. ว่าโลกแห่งความเป็นความจริงต้องปกครองด้วย “พละกำลังและอำนาจ” ไม่ใช่ “ความสุภาพทางการทูต” มิลเลอร์มองว่า เดนมาร์กไม่มีสิทธิโดยชอบธรรมเหนือกรีนแลนด์ และสหรัฐในฐานะอภิมหาอำนาจ มีสิทธิเข้ายึดครองเพื่อทรัพยากรและความมั่นคง
มิลเลอร์คือผู้ผลักดันให้ทรัมป์สั่งการ ให้ศูนย์บัญชาการปฏิบัติการพิเศษร่วมของกองทัพสหรัฐ ร่างแผนการใช้มาตรการทางทหารกับกรีนแลนด์ จนเกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรงกับคณะเสนาธิการทหารร่วม ซึ่งกล่าวว่า แผนการนี้ “บ้าคลั่งและผิดกฎหมาย”
ทั้งนี้ มิลเลอร์มองว่า หากสหรัฐได้ครอบครองกรีนแลนด์ จะช่วยสกัดกั้นอิทธิพลของรัสเซียและจีนในภูมิภาคอาร์กติกได้อย่างเด็ดขาด และยังเป็นการสร้างผลงานที่ยิ่งใหญ่ เพื่อดึงความสนใจจากปัญหาเศรษฐกิจในสหรัฐ ก่อนศึกเลือกตั้งกลางเทอมในเดือน พ.ย. นี้
มีรายงานว่า มิลเลอร์นำเสนอแผน 5 ขั้นตอนเพื่อผนวกกรีนแลนด์เป็นของสหรัฐ ซึ่งมีการเรียกกันในทำเนียบขาวว่า “แผนมิลเลอร์” เริ่มจาก มาตรการกดดันทางการทูต เสนอซื้อด้วยเม็ดเงินมหาศาล ซึ่งเดนมาร์กยืนกรานปฏิเสธ
ดังนั้น ขั้นที่สองอาจเป็นการใช้มาตรการทางภาษี ขู่เก็บภาษีสินค้าจากเดนมาร์กและสหภาพยุโรป (อียู) หากไม่ยอมเจรจา หลังจากนั้น จะเป็นการยกระดับทางทหาร โดยเพิ่มการประจำการทหารอเมริกันที่ฐานทัพพิทุฟฟิกในกรีนแลนด์ และไม่แจ้งให้เดนมาร์กทราบล่วงหน้า ซึ่งจะเป็นการอาศัยช่องโหว่ของสนธิสัญญาฉบับปี 2494 ที่ทั้งสองประเทศลงนามร่วมกัน
หากยังไม่สำเร็จอีก ให้ใช้วิธีแทรกแซงกิจการภายใน ด้วยการสนับสนุนกลุ่มการเมืองในกรีนแลนด์ที่ต้องการเอกราชจากเดนมาร์ก เพื่อให้สหรัฐเข้ามาเป็น “ผู้คุ้มครอง” แทน
ท้ายที่สุดแล้ว เมื่อทั้ง 4 ขั้นตอนแรกไม่ได้ผล มิลเลอร์เสนอให้ใช้ “มาตรการทางทหารขั้นเด็ดขาด” เหมือนกรณีเวเนซุเอลา
ความน่ากลัวของมิลเลอร์ คือความสามารถในการเชื่อมโยงนโยบายต่าง ๆ ของรัฐบาลสหรัฐ เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ ในด้านต่างประเทศ เน้นการครอบครองดินแดนยุทธศาสตร์ ที่ ณ ตอนนี้ คือ เวเนซุเอลาและกรีนแลนด์ ในด้านความมั่นคง เน้นการข่มขวัญศัตรู คืออิหร่าน และกำจัดอิทธิพลของคู่แข่ง คือจีนและรัสเซีย
ในส่วนนโยบายภายในประเทศ มิลเลอร์เน้นสานต่อนโยบายเนรเทศคนเข้าเมืองผิดกฎหมายครั้งมหาศาล ซึ่งเรื่องนี้ทำให้มิลเลอร์เป็นที่รู้จักของสังคมอเมริกัน ตั้งแต่ยุครัฐบาลทรัมป์สมัยแรก
มิลเลอร์ คือผู้ที่ทำให้รัฐบาลทรัมป์สมัยที่สอง กลายเป็นรัฐบาลสหรัฐที่ทั้งพันธมิตรและศัตรูคาดเดาไม่ได้และมีท่าทีแข็งกร้าวที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ ด้วยการพลิกโฉมสหรัฐจาก “ตำรวจโลก” สู่การเป็นอภิมหาอำนาจที่ใช้ “อำนาจกำหนดความถูกต้อง” ตามความปรารถนาของผู้นำ.
ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : AFP



