เมื่อวันที่ 12 ม.ค. ทีมข่าวอาชญากรรมเดลินิวส์ ได้ตรวจสอบความคืบหน้าไปยังสำนักงาน ปปง. ถึงกรณีการวางแนวทางปรับลดเกณฑ์จำนวนการซื้อขายทองคำต่ำกว่า 2 ล้านบาท ต้องให้ผู้มีหน้าที่รายงาน รายงานธุรกรรมมายัง ปปง. เพื่อปิดช่องว่างการฟอกเงิน การไหลเวียนของเงินผิดกฎหมาย และตลาดแลกเปลี่ยนเงินตรานอกระบบที่ส่งผลต่อเสถียรภาพค่าเงินบาทและระบบเศรษฐกิจไทย
รายงานภายในสำนักงาน ปปง. เปิดเผยว่า สำหรับการวางแนวทางเรื่องปรับเกณฑ์กำหนดจำนวนเงินในการทำธุรกรรมที่ใช้เงินสดในการซื้อขายทองคำนั้น จะมีกฎหมายที่เข้ามาเกี่ยวข้อง คือ กฎกระทรวงกำหนดจำนวนเงินในการทำธุรกรรมที่ใช้เงินสดซึ่งผู้ประกอบอาชีพตามมาตรา 16 ต้องรายงานต่อสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2554 ซึ่งเดิมทีแรก มาตรา 16 ของกฎกระทรวงฯ ได้กำหนดให้ผู้ประกอบอาชีพตามมาตรา 16 ต้องรายงานการทำธุรกรรมต่อสำนักงานในกรณีที่ใช้เงินสดมีจำนวนตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไป อีกทั้งเนื้อหาในมาตรา 16 ได้มีการระบุไว้ว่า ให้ผู้ประกอบอาชีพดังต่อไปนี้ มีหน้าที่ต้องรายงานการทำธุรกรรมต่อสำนักงานในกรณีเป็นธุรกรรมที่ใช้เงินเงินสดมีจำนวนเกินกว่าที่กำหนดในกฎกระทรวง หรือเป็นธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัย
ทั้งนี้ ผู้ประกอบอาชีพตาม (2) (3) (4) และ (5) ต้องเป็นนิติบุคคล เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยที่มีพยานหลักฐานอันสมควรว่ามีการทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้อง หรืออาจเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดมูลฐาน หรือความผิดฐานฟอกเงินกับผู้ประกอบอาชีพตาม (2) (3) (4) และ (5) ที่มิได้เป็นนิติบุคคล ให้สำนักงานมีอำนาจสั่งเป็นหนังสือให้ผู้ประกอบอาชีพดังกล่าวรายงานการทำธุรกรรมต่อสำนักงาน (1) ผู้ประกอบอาชีพเกี่ยวกับการดำเนินการ การให้คำแนะนำ หรือการเป็นที่ปรึกษาในการทำธุรกรรมที่เกี่ยวกับการลงทุน หรือการเคลื่อนย้ายเงินทุนตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ที่ไม่ใช่สถาบันการเงินตามมาตรา 13 และ (2) ผู้ประกอบอาชีพค้าอัญมณี เพชรพลอย ทองคำ หรือเครื่องประดับที่ประดับด้วยอัญมณี เพชรพลอย หรือทองคำ
รายงานภายในสำนักงาน ปปง. เผยอีกว่า ที่ผ่านมา เรื่องวงเงินการทำธุรกรรมซื้อขายทองคำด้วยเงินสด ซึ่งหากมีการทำธุรกรรมตั้งแต่สองล้านบาทขึ้นไป จะต้องรายงานมายังสำนักงาน ปปง. ที่ประชุมก็ได้มีการตั้งข้อสังเกตในเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง ว่าถ้าหากเป็นการซื้อขายทองคำที่ต่ำกว่า 2 ล้านบาท ควรจะต้องมีการรายงานการทำธุรกรรมมายัง ปปง. ด้วยหรือไม่ รวมถึงยังมีการเสนอปรับลดเกณฑ์จำนวนเงินการซื้อขายทองคำว่า หากเป็นการซื้อขายทองคำในหลักแสนบาทถึงหลักหนึ่งล้านบาท ก็ควรที่จะต้องรายงานการทำธุรกรรมมายัง ปปง. ด้วยเช่นกัน ซึ่งประเด็นดังกล่าว ปปง. จะต้องหารือกับผู้มีส่วนได้เสีย ไม่ว่าจะเป็นสมาคมค้าทองคำ ธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงการคลัง เป็นต้น ว่าจำนวนเงินที่เหมาะสมเกี่ยวกับการซื้อขายทองคำที่ต้องมีการรายงานธุรกรรมมายัง ปปง. นั้นควรอยู่ในระดับเท่าไร
โดยหากการหารือได้ข้อยุติแล้วว่าจะมีการปรับลดวงเงินการซื้อขายทองคำไปที่จำนวนใด ก็จะต้องมีการรายงานฉบับเต็มเสนอไปยังที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้ความเห็นชอบ ก่อนส่งให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจร่าง และเมื่อคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจรายละเอียดภายในร่างแก้ไขกฎกระทรวงเรียบร้อยแล้ว จึงจะนำเสนอไปยังนายกรัฐมนตรีเพื่อลงนามคำสั่ง อย่างไรก็ตาม ในตอนนี้ ปปง. ยังอยู่ระหว่างขั้นตอนที่จะต้องประสานงานเพื่อนัดพูดคุยหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และรวบรวมข้อเท็จจริงให้เรียบร้อยก่อน เพื่อประมวลรายละเอียดและแจ้งไปยังที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่าเราจะมีการปรับแก้ไขมาตรา 16 ของกฎกระทรวงฯ อย่างไรบ้าง เช่น ข้อดี ข้อเสีย ความเหมาะสมปรับลดเกณฑ์ซื้อขายทองคำต่ำกว่าเท่าไรจึงต้องรายงานการทำธุรกรรม
รายงานภายในสำนักงาน ปปง. เผยต่อว่า สำหรับบทบาทของ ปปง. ที่จะช่วยนำเสนอแนวทางแก้ไขการปรับลดจำนวนเงินในการซื้อขายทองคำจากเดิม ตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไปต้องรายงานธุรกรรมนั้น เราก็ต้องมีการพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลกับผู้มีหน้าที่รายงานอย่างร้านค้าทองคำ เพราะถือเป็นผู้ประกอบอาชีพที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายดังกล่าว โดยเราจะเปิดพื้นที่รับฟังแนวทางว่าร้านค้าทองคำพิจารณาถึงความเหมาะสมที่จะมีการปรับลดไปที่จำนวนเท่าไรจึงจะควรรายงานการทำธุรกรรมมายัง ปปง. เพื่อลดภาระและลดผลกระทบจากเรื่องนี้ ส่วนที่มาและความสำคัญว่าเหตุใดจึงมีการตั้งข้อสังเกตว่าควรปรับลดเกณฑ์การซื้อขายทองคำด้วยเงินสดต่ำกว่า 2 ล้านบาท ก็ควรต้องรายงานการทำธุรกรรมมายัง ปปง.
เนื่องด้วยเป็นการป้องกันการฟอกเงินผ่านทองคำ และที่ผ่านมายังมีข้อสังเกตสำคัญว่า ประเด็นขอบเขตความกว้างของฐานข้อมูลเรื่องการซื้อขายทองต่ำกว่า 2 ล้านบาทก็ไม่ต้องรายงานการทำธุรกรรม มันจึงเหมือนเป็นการหว่านแหไปที่สัดส่วนของเรื่องการซื้อขายทองคำด้วยเงินสดตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไปมากกว่า และหน่วยงานภาครัฐก็ยังไม่มีข้อมูลการซื้อขายทองคำเหล่านี้ในบางประเด็นอีกด้วย เช่น ด้วยความที่เป็นเสรีทองคำก็ไม่มีการตรวจเก็บภาษี จึงเอื้อให้เกิดขบวนการซื้อขายทองคำผิดกฎหมาย ดังนั้น พอเราเห็นช่องโหว่ในจุดนี้ จึงต้องการปิดช่องโหว่ดังกล่าว และต้องกำหนดเงื่อนไขอย่างเข้มข้น อาทิ การซื้อขายทองคำควรจะมีการเก็บภาษีหรือไม่ และการทำธุรกรรมซื้อขายทองคำด้วยเงินสดจำนวนกี่บาทที่ควรรายงานการทำธุรกรรมมายัง ปปง. ทันที
นอกเหนือจากการพิจารณาปรับลดจำนวนเงินสดที่ใช้ในการซื้อขายทองคำและต้องมีการรายงานการทำธุรกรรมแล้วนั้น เรายังมองไปถึงประเด็นของการประกอบอาชีพของกลุ่มผู้ซื้อขายทองคำควบคู่กับความสามารถในการซื้อขายทองคำด้วย เช่น อาชีพพนักงานบริษัทเอกชน หากมีการซื้อขายทองคำด้วยเงินสด จะต้องซื้อขายในวงเงินกี่บาทถึงจะต้องรายงานการทำธุรกรรมดังกล่าวไปยัง ปปง. รับทราบ เพราะบางครั้งอาชีพของผู้ไปซื้อขายทองคำก็ไม่สอดคล้องกับจำนวนทองคำที่ซื้อไป เช่น แสดงตนว่าเป็นพนักงานบริษัทเอกชน แต่ซื้อขายทองคำในหลักหลายสิบล้านบาท หรือหากเป็นพนักงานบริษัทเอกชนที่ทำเกี่ยวข้องกับการซื้อขายทองคำอยู่แล้ว เราก็ต้องกำหนดเกณฑ์ให้เขาด้วยเช่นกัน โดยไม่ใช่การจำกัดการซื้อขายทองคำ หรือในกรณีข้าราชการที่มีอัตราเงินเดือนหลัก 40,000-50,000 บาท แต่กลับมีพฤติกรรมซื้อทองคำ 20-30 ล้านบาท ซึ่งเราไม่ใช่ห้ามข้าราชการไปซื้อขายทองคำ แต่การซื้อในปริมาณดังกล่าว จะต้องมีการรายงานการทำธุรกรรมมายัง ปปง. ว่าซื้อทองคำไปเพื่อวัตถุประสงค์ใด ซึ่งเรื่องเหล่านี้เป็นรายละเอียดที่จะต้องมีการหารือกันอย่างรอบคอบเพื่อไม่ให้เป็นการกระทบสิทธิของผู้ซื้อขายทองคำ
รายงานภายในสำนักงาน ปปง. ยังเผยว่า สำหรับรายงานการทำธุรกรรมซื้อขายทองคำตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไป ที่มีการรายงานมายังสำนักงาน ปปง. นั้น ในส่วนของ ปปง. ธนาคารแห่งประเทศไทย และกระทรวงการคลัง เราพบว่ามันมักจะมีกลุ่มคนที่มีพฤติกรรมลักษณะพยายามซื้อขายทองคำให้ต่ำกว่า 2 ล้านบาท เพื่อไม่ให้ถูกรายงานการทำธุรกรรมไปยัง ปปง. ซึ่งเราต้องหามาตรการที่เข้มข้นเพื่อป้องกันค่าเงินบาทแข็งตัว จึงทำให้เกิดแนวคิดปรับลดเกณฑ์การซื้อขายทองคำต่ำกว่า 2 ล้านบาท ต้องรายงานการทำธุรกรรมดังกล่าว ทั้งนี้ คาดว่าในช่วงสิ้นเดือน ม.ค. จะได้ผลสรุปเกี่ยวกับเนื้อหาการปรับลดเพดานรายงานธุรกรรมทองคำแท่ง (Physical Gold) ของร้านค้าทองคำ จากเดิมที่กำหนดไว้ที่ 2 ล้านบาทขึ้นไปต้องรายงานธุรกรรม.



