เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 12 ม.ค. ที่ศาลาว่าการกทม.(เสาชิงช้า) เขตพระนคร นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. พร้อมด้วยนายพรพรหม วิกิตเศรษฐ์ ที่ปรึกษาของผู้ว่าฯ กทม. และผู้บริหารด้านความยั่งยืนของกรุงเทพมหานคร แถลงถึงแนวทางการบริหารจัดการฝุ่นละออง PM2.5 หลังประชุมคณะกรรมการความร่วมมือเพื่อควบคุมและบริหารจัดการปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 จากการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม กทม.และจังหวัดนครนายก โดยมีนายชานน วาสิกศิริ ผวจ.นครนายก น.ส.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าฯ กทม. พญ.เลิศลักษณ์ ลีลาเรืองแสง รองปลัด กทม. ผู้บริหารและผู้แทนหน่วยงาน กทม.และจังหวัดนครนายก ที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุม

นายชัชชาติ กล่าวว่า วันนี้เป็นการหารือคณะกรรมการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ถือว่าวันนี้เป็นเรื่องที่ดีมาก เนื่องจากฝุ่นมีหลายมิติ ปัญหาที่ผ่านมา กทม. มีผลมาจากปัจจัย 3 ส่วนคือสภาพอากาศปิด การเผาชีวมวลจากในพื้นที่และจากเพื่อนบ้าน และการเผาไหม้จากรถยนต์

โดยครั้งนี้เป็นการพูดคุยในเรื่องของการเผาชีวมวลเป็นหลัก เนื่องจากที่ผ่านมาใน กทม.ตั้งแต่ปีแรกที่เป็นผู้ว่าราชการจังหวัด มีการเผาอยู่ประมาณ 6,000 ไร่ เมื่อมาถึงปีนี้การเผาเป็น 0 ไร่ เพราะได้ควบคุมการเผาในนาของ กทม.ได้ 100% เหลือเพียงการเผาจากกองขยะต่างๆ ดังนั้นที่เหลือจึงจะเป็นการเผาในพื้นที่รอบนอก ซึ่งจะมีอยู่ 6 จังหวัดที่ กทม.ให้ความสำคัญ ประกอบด้วย จังหวัดปทุมธานี นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา และชลบุรี

“วันนี้เชิญจังหวัดนครนายก เนื่องจากมีกลุ่มพื้นที่นาที่มีตอซังข้าวสูงและเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ ทำให้กำจัดตอซังข้าวได้ยาก ซึ่งจุดนี้เป็นจุดที่พบว่า ถ้ามีการเผาจะส่งผลให้ค่าฝุ่นใน กทม.จะขึ้นสีแดง ที่ผ่านมาก็ได้มีการประสานไปยัง ผวจ.นครนายกมาโดยตลอด 3-4 เดือน ถึงมาตรการต่างๆ ในการลดการเผา และหาวิธีไปช่วยเกษตรกร ก็จะเห็นได้ว่า ที่ผ่านมาจุดนี้มีการเผาน้อยลง ในพื้นที่ จ.นครนายก ก็มีการเผาที่น้อยลง ส่งผลทำให้ กทม.ในช่วงเดือนธันวาคมและมกราคมมีอากาศที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน”

นายชัชชาติ กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้เรายังได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชนและหน่วยงานต่าง ๆ อาทิ BOI ที่สนับสนุนเครื่องมือและอุปกรณ์กำจัดตอซัง ธนาคาร ADB สนับสนุนการใช้จุลินทรีย์ช่วยย่อยสลายโดยไม่ต้องตัดหรืออัด และโครงการของ GIZ ที่เข้ามาช่วยวางระบบควบคุมการเผาที่เหมาะสม โดยได้ข้อสรุปจากการประชุมคือ 1. เดินหน้าหามาตรการในการช่วยเหลือเกษตรกร เพื่อลดภาระเช่น การใช้จุลินทรีย์ การให้เครื่องมือต่างๆ

2. ดำเนินการประสานกับ จ.นครนายก อย่างเข้มข้น ถึงช่วงที่ กทม.เข้าสู่ภาวะวิกฤติ อย่างเช่น สัปดาห์นี้ที่ กทม. เป็นจุดที่อากาศปิดมากๆ ได้มีการแจ้งไปยัง จ.นครนายก ล่วงหน้า 5 วันเพื่อให้ช่วยกำกับดูแลในพื้นที่อย่างเข้มข้น หากระงับการเผาในช่วงนี้ได้ จะช่วยลดปริมาณฝุ่นใน กทม.ไม่ให้สูงตามที่คาดการณ์ไว้ เพราะฉะนั้นเรื่องการประสานงานร่วมกัน ก็จะทำให้สามารถจัดการเรื่องการเผาในพื้นที่ได้อย่างถูกต้องมากขึ้น

“เชื่อว่าการที่มีการพูดคุยกันครั้งนี้ จะเป็นผลดีมากๆ ทำให้เข้าใจซึ่งกันและกันมากขึ้น เราต้องช่วยเหลือเกษตรกร เพราะเกษตรกรก็มีความลำบากและต้นทุนสูง ถ้ารัฐบอกห้ามเผาแต่รัฐไม่ได้ช่วยเหลือก็ไม่ได้ และเชื่อว่าเรามาถูกทาง และจะมีการขยายผลไปยังทั้ง 6 จังหวัด รวมถึงมาตรการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย ทั้งนี้ การที่เราเข้าใจต้นตอที่แท้จริงว่าปัญหาอยู่ที่ไหน เมื่อเรารู้และใช้วิทยาศาสตร์ในการหาต้นเหตุ ก็ทำให้เราโฟกัสได้มากขึ้น”

นายชัชชาติ กล่าวถึงความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ที่ช่วยกันร่วมแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ทั้งกระทรวงมหาดไทยในเรื่องการควบคุมการเผา, กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในการปรับมาตรฐานค่าควันดำให้เข้มข้นขึ้น ซึ่งภายหลังจากการปรับมาตรฐาน ทำให้ กทม.สามารถจับรถควันดำได้เพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า ยกตัวอย่างวันเสาร์ที่ผ่านมาเพียงวันเดียวสามารถจับรถควันดำได้เกือบ 200 คัน, กระทรวงอุตสาหกรรมช่วยปรับมาตรฐานเรื่องปล่องควันของโรงงานอุตสาหกรรมมากขึ้น, สำนักงานตำรวจแห่งชาติก็ช่วยไปจับและตรวจสอบรถควันดำร่วมกับกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม

“อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์ฝุ่นที่วันนี้จะหนักมากแต่สถานการณ์ก็ยังดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ ส่วนการ Work From Home (WFH) ที่ประกาศนั้น ไม่ใช่ให้ประชาชนหลบฝุ่นอยู่บ้าน แต่เพื่อเป็นการลดต้นตอของการเกิดฝุ่นจากการจราจร เพื่อไม่ให้สภาพอากาศหนักมากขึ้น ต้องติดตามสถานการณ์อีก 1 วันที่จะมีอากาศหากสถานการณ์ดีขึ้น ในช่วงปลายสัปดาห์นี้ก็จะเริ่มมีลมและทำให้อากาศระบายดีขึ้น”.