เมื่อวันที่ 12 ม.ค. ที่สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสี ช่อง 3 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ปชน. แสดงวิสัยทัศน์ Thailand Vision 2035 ที่จัดโดย ช่อง 3 ตอนหนึ่ง ว่า พรรค ปชน. เสนอ 12 วาระเปลี่ยนประเทศ สรุปมาเป็น 4 คานงัด ดูแลโดยรองนายกฯ 4 คน ภายใต้รัฐบาลประชาชน เพื่อรื้อระบบสีเทา ดังต่อไปนี้ 1.ปฏิรูปรัฐ สร้างความเชื่อมั่น 2.ปลุกเศรษฐกิจฐานราก สร้างการเติบโตที่ทั่วถึง 3.ปั้นทุนมนุษย์ สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า 4.ปรับยุทธศาสตร์ สร้างความมั่นคงและการต่างประเทศใหม่ให้กับประเทศ จะเร่งลงทุนในคนเมือง ดิจิทัล และความยั่งยืน ผ่านการทำโครงการ เมกะโปรเจกต์ สีส้ม ตั้งเป้าการลงทุนไว้ 6.3 แสนล้านบาท ภายใน 8 ปี ตัวอย่างเช่น ลงทุนให้มีรถเมล์ไฟฟ้าทั่วประเทศ “Nano Bus” เชื่อมต่อการเดินทางอย่างไร้รอยต่อ น้ำประปาดื่มได้ทั่วประเทศ จากก๊อกทุกบ้านในทุกตำบล ปั้นทุนมนุษย์ สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน ต้องยกระดับวัยทำงาน ติดอาวุธให้แรงงานไทยแข่งกับโลก รายได้ต้องเป็นธรรม ปรับสูตรค่าแรงขึ้นตามค่าครองชีพ และทักษะที่เพิ่มขึ้น

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ส่วนคานงัดที่ 4 ซึ่งเป็นส่วนสุดท้าย จะปรับยุทธศาสตร์ สร้างความมั่นคงและการต่างประเทศใหม่ให้กับประเทศ รองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต เพราะความมั่นคงสำหรับเรา ไม่ใช่แค่กำลังทหารเพียงอย่างเดียว แต่จะหมายถึงความมั่นคงของประชาชน รัฐบาลประชาชนจะสร้างกองทัพที่ทันสมัย โปร่งใส อยู่ภายใต้รัฐบาลพลเรือน เปลี่ยนการบังคับเกณฑ์ทหาร เป็นทหารอาชีพ และสร้างอุตสาหกรรมป้องกันประเทศไปในคราวเดียวกัน การทูตโปรไทย เราจะไม่โปรมหาอำนาจใด แต่จะโปรไทย โดยยึดผลประโยชน์ของคนไทยเป็นที่ตั้ง เราจะกลับไปมีบทบาทนำในอาเซียนเหมือนที่เคยทำสำเร็จในอดีต เราจะปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ ทำลายวงจรตั๋วและส่วย ขจัดการซื้อขายตำแหน่ง ฟื้นฟูศรัทธาองค์กรตำรวจ

นายณัฐพงษ์ ตอบคำถามที่ว่าในโมเดลที่พรรค ปชน. แถลงข่าวเมื่อวันที่ 11 ม.ค. คือโมเดลที่ต้องรัฐบาลพรรคเดียวเท่านั้น ว่า ไม่เชิงอย่างนั้น แน่นอนที่สุดถ้ารัฐบาลประชาชน ได้เกิน 250 ที่นั่ง แต่ถ้าไม่ถึง โจทย์ของเราคือการตั้งรัฐบาลประชาชน เอาเป็นตัวตั้ง พรรคที่จะมาร่วมรัฐบาลด้วยกัน ต้องทำงานข้ามกระทรวง เอาเป็นตัวตั้งให้ได้ โครงสร้างควรจะเป็น มีรองนายกฯ ที่ดูภาพรวม ทำให้งานสามารถทำข้ามกระทรวงได้ ไม่แบ่งกระทรวงใครกระทรวงมัน ต่างคนต่างทำ เงื่อนไขนี้พื้นฐานมาก ไม่ได้เป็นการสร้างเงื่อนไขทางการเมืองที่เกินจำเป็น ต้องคุยกันด้วยเหตุด้วยผล ว่ามีเหตุผลเงื่อนไขอะไรที่ไม่เห็นด้วยกับโครงสร้างการบริหารแบบนี้ หรือถ้ามีเหตุผลรับฟังได้ ก็ให้ประชาชนเป็นคนตัดสิน แต่ถ้ามีเหตุผลที่รับฟังไม่ได้ ก็ให้ประชาชนเป็นคนตัดสินเช่นเดียวกัน

“การตั้งรัฐบาลครั้งหน้า ผมเห็นหลายพรรคสื่อสารรับหลักการที่ว่าพรรคอันดับหนึ่งควรได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลก่อน และอีกอย่างหนึ่ง ผมอยากจะให้เป็นความโปร่งใสในการเจรจาทางรัฐบาลร่วมกันให้อยู่ในสายตาประชาชน” นายณัฐพงษ์ กล่าว