เมื่อวันที่ 13 ม.ค. เวลา 09.00 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. หารือร่วมกับว่าที่ร้อยตรีสัมพันธ์ แสงคำเลิศ ผู้อำนวยการ กกต.ประจำ กทม. และสำนักงานงานเขต เพื่อซักซ้อมความเข้าใจในการอำนวยความสะดวกให้กับผูัมาใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าในวันที่ 1 ก.พ. 2569 และการออกเสียงประชามตินอกเขตจังหวัดในวันที่ 8 ก.พ. 2569 ขณะที่ตัวแทนสำนักงานเขตได้มีการรายงานจำนวนผู้มาลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขต ในวันที่ 1 ก.พ. เป็นจำนวนหลักหมื่น ซึ่งบางเขตได้สะท้อนว่าสถานที่ที่จัดให้มีการใช้สิทธิ ไม่สามารถรองรับประมาณที่มากได้ขนาดนั้น จึงหารือและขออนุญาตในการขยายสถานที่ และจัดรถรับส่งประชาชนเพิ่มเติม
สำหรับ 5 เขต ที่มีผู้มาลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้ามากที่สุด ประกอบด้วย เขตปทุมวัน เขตเลือกตั้งที่ 2 ซึ่งมีผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้ง รวม 22,925 คน มีผู้ทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียงประชามตินอกเขต 19,035 คน แต่สถานที่รองรับได้เพียง 10,000 คน เขตห้วยขวาง เขตเลือกตั้งที่ 5 มีผู้มาลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้ง จำนวน 32,484 คน และมีผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิที่ออกเสียงประชามตินอกเขต 24,717 คน แต่สถานที่รองรับได้เพียง 11,000 คน เขตหลักสี่ เขตเลือกตั้งที่ 8 มีผู้มาลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้ง 25,763 คน และตัวเลขผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียงประชามตินอกเขตจำนวน 18,180 แต่สถานที่รองรับได้เพียง 1,000 คน เขตจตุจักร เขตเลือกตั้งที่ 9 มีผู้มาลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้ง รวม 51,739 คน ขณะที่ผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิที่ออกเสียงประชามตินอกเขต 39,687 คน สถานที่รองรับได้ 22,000 คน และเขตบางกะปิ มีผู้มาลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้ง รวม 58,727 คน และลงทะเบียนขอใช้ CD ออกเสียงประชามตินอกเขต 42,202 คน
นายแสวง ให้สัมภาษณ์ภายหลังการหารือว่า การเชิญกรุงเทพมหานครและสำนักงานเขตมาร่วมหารือ เพื่อเป็นการเตรียมรับมือการเลือกตั้งนอกเขต เนื่องจากในปีนี้มีผู้มาขอลงทะเบียนใช้สิทธิเป็นจำนวนมาก และได้นำปัญหาที่พบในการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 โดยเฉพาะกรณีการจ่าหน้าซองบัตรเลือกตั้ง เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาอีกและต้องอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนให้ดีที่สุด ขณะเดียวกันก็หารือถึงสถานที่ในการจัดเลือกตั้งและออกเสียงประชามติ โดยเฉพาะเขตที่มีผู้ลงทะเบียนใช้สิทธิเป็นจำนวนมาก เช่น เขตบางกะปิ และเขตจตุจักร จึงจำเป็นต้องอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนให้ลงคะแนนได้อย่างไม่มีปัญหาและเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ซึ่งกรุงเทพมหานครจะรับไปดำเนินการในเรื่องของสถานที่ที่ไม่สามารถรองรับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และการเพิ่มกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งให้เพียงพอ โดยกรุงเทพมหานครระบุว่ากรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งที่มาปฏิบัติหน้าที่ในวันที่ 1 ก.พ. น่าจะไม่มีปัญหา รวมถึงการจัดรถรับส่งประชาชนในสถานีที่อยู่ใกล้กับสถานที่ออกเสียง
ขณะที่ในส่วนของสำนักงาน กกต. พร้อมอำนวยความสะดวกและจะประสานไปยังบริษัทผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือให้นำรถโมบายกระจายสัญญาณมาให้บริการสำหรับประชาชนที่จะใช้การยืนยันตัวตนผ่านแอป Thai ID ให้การตรวจสอบสิทธิและการยืนยันเป็นไปด้วยความรวดเร็ว และจะมีการอำนวยความสะดวกในเรื่องของการจราจรและจุดจอดรถ ทั้งนี้จากการพูดคุยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคาดว่าจะเป็นไปด้วยความเรียบร้อย เพราะมีประสบการณ์จากการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 ทั้งปัญหาสถานที่ ปัญหากรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง การให้บริการประชาชน ปัญหาสัญญาณ WiFi ที่ไม่แรง ก็จะถูกนำมาแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนได้หมด
นายแสวง กล่าวว่า ทั้งนี้ ตนได้กำชับให้เจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในการออกเสียง ตั้งแต่หน้าหน่วยเลือกตั้ง การจ่าหน้าซองบัตรเลือกตั้ง กปน. จะเป็นผู้เขียนเองทุกฉบับ ไม่ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเขียนเอง ซึ่งคิดว่าปัญหาเดียวที่จะเกิดในหน่วยเลือกตั้งคือเรื่องของการจ่าหน้าซอง อย่างอื่นไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ส่วนการขอเปลี่ยนแปลงสถานที่ออกเสียงประชามตินอกเขตในวันที่ 8 ก.พ. ซึ่งบางหน่วยมีผู้ขอลงทะเบียนเป็นจำนวนมาก อาจจะมีบางเขตพิจารณาเรื่องการย้ายสถานที่ หรือเดิมเจ้าหน้าที่เข้าใจว่าในการเลือกตั้งล่วงหน้าจะมีการออกเสียงประชามติด้วยจึงไม่ได้มีการจองสถานที่ ทำให้สถานที่ไม่ว่าง จึงมีความจำเป็นที่จะต้องไปเจรจาเรื่องของสถานที่
ส่วนตัวเลขผู้มีสิทธิเลือกตั้งนั้นขณะนี้กระทรวงมหาดไทยอยู่ระหว่างสำรวจ ยังไม่มีความชัดเจน ซึ่งตัวเลขผู้มีสิทธิเลือกตั้งคร่าวๆ ประมาณ 53 ล้านคน โดยอยู่ระหว่างการประมวลตัวเลขหลังการลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า คาดว่าจะแล้วเสร็จในเร็วๆ นี้
เมื่อถามถึงการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัคร สส. ขณะนี้เริ่มมีประชาชนออกมาเปิดเผยข้อมูลและคัดค้านผู้สมัครบางคน เนื่องจากมีประวัติล้มละลายหรือมีปัญหาในเรื่องของการทุจริต นายแสวง กล่าวว่า กกต. ตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัครจาก 26 หน่วยงาน ไม่มีฐานข้อมูล ทำให้บางครั้งตรวจไม่พบ แต่บุคคลที่ใกล้ชิดหรือรู้จักกับผู้สมัคร ก็จะทราบว่าเคยต้องคำพิพากษาหรือโดนคดีอะไร กกต. ถึงจะทราบ เมื่อ กกต. ตรวจสอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ศาล ก็จะนำคำพิพากษามาพิจารณาดูว่าความผิดเข้าข่ายเป็นลักษณะต้องห้ามด้วยหรือไม่ อย่างไรก็ตามหากประชาชนมีข้อมูลเกี่ยวกับผู้สมัครคนใด ก็สามารถยื่นเรื่องร้องคัดค้านมาที่ กกต. ให้ตรวจสอบได้.



