เมื่อวันที่ 13 ม.ค. ที่อาคารศรีจุลทรัพย์ กทม. ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน นำโดย น.ส.เพียงพนอ บุญกล่ำ และ นายวิสุทธิ์ ตันตินันท์ ทีมบริหารรัฐบาลประชาชนด้านการปฏิรูปรัฐ พร้อมด้วยผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ อาทิ น.ส.รักชนก ศรีนอก นายนิธิกร บุญยกุลเจริญ นายธีระชาติ ก่อตระกูล น.ส.ภัณฑิรา มั่นสัมฤทธิ์ นายกษิเดช แดงเดช เข้าพบและหารือแนวนโยบายกับองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) นำโดยนายมานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรฯ โดยได้มีการแลกเปลี่ยนมุมมองและนำเสนอนโยบายด้านการต่อต้านการทุจริตของพรรคประชาชน

น.ส.เพียงพนอ กล่าวว่า การแก้ปัญหาการทุจริตเป็นวาระหลักหนึ่งของรัฐบาลประชาชน โดยมีแผนงานที่สามารถเริ่มดำเนินการได้ทันทีหากได้รับความไว้วางใจจากประชาชน และจากการประเมินเบื้องต้น หากแผนงานประสบความสำเร็จ จะสามารถประหยัดภาษีประชาชนได้ปีละ 1 แสนล้านบาท โดยหนึ่งในสาระสำคัญของการหารือแลกเปลี่ยนวันนี้ มุ่งเน้นที่การนำเสนอแผนงานของรัฐบาลประชาชน ในการปฏิรูปจัดซื้อจัดจ้างทั้งระบบ และแนวคิดการใช้ “AI ปราบโกง” รวมถึงการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
น.ส.เพียงพนอ กล่าวว่า โดยแผนงานที่รัฐบาลประชาชนจะดำเนินการในทันที คือการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐทั้งหมดโดยอัตโนมัติ ยกเว้นข้อมูลด้านความมั่นคง ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์เข้ามาลดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐ เช่น ระบบ AI Red Flag เพื่อเรียนรู้รูปแบบการทุจริตและการฮั้วประมูลในอดีต มาแจ้งเตือนโครงการที่มีความเสี่ยง รวมถึงการใช้เทคโนโลยีในกระบวนการอนุญาตและการบังคับใช้กฎหมาย เพื่ออุดช่องโหว่การทุจริตเชิงระบบ พร้อมกับการปฏิรูประบบจัดซื้อจัดจ้างในมิติต่างๆ

น.ส.เพียงพนอ กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ ทีมรัฐบาลประชาชนยืนยันว่าจะนำข้อเสนอและความเห็นจากการหารือไปพัฒนาต่อยอดเป็นนโยบายและกลไกเชิงปฏิบัติที่ชัดเจน ทั้งในด้านกฎหมาย ระบบข้อมูล และการใช้เทคโนโลยี เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าการปราบคอร์รัปชันจะไม่ใช่เพียงคำประกาศเชิงนโยบาย แต่เป็นการลงมือทำจริงอย่างต่อเนื่อง โปร่งใส และตรวจสอบได้ หากได้เข้าบริหารประเทศ
น.ส.เพียงพนอ กล่าวต่อว่า ในด้านการปฏิรูปจัดซื้อจัดจ้าง รัฐบาลประชาชนเสนอปฎิรูปตามแนวทางสากล โดยมีมาตรการหลัก 4 ด้านที่สามารถทำได้ทันที ประกอบด้วย 1.เปลี่ยนวิธีการจัดซื้อจัดจ้างแบบเฉพาะเจาะจงที่มีมูลค่าราว 400,000 ล้านบาท ให้มีการแข่งขัน ประเมินว่าสามารถประหยัดงบประมาณได้ 40,000 ล้านบาท 2.ทบทวนการขอหลักประกันการยื่นซอง โดยประเมินว่ามีเงินในระบบที่หายไปกับการวางวงเงินประกันซองราว 1 แสนล้านบาทต่อปี กลายเป็นต้นทุนที่บวกไปกับราคาที่เสนอภาครัฐ การทบทวนหลักประกันซอง คาดว่าจะประหยัดงบประมาณได้ 5,700 ล้านบาท และยังทำให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กที่มีสายป่านสั้นกว่าสามารถเข้าแข่งขันได้มากขึ้น

น.ส.เพียงพนอ กล่าวว่า 3.การขยายการเปิดข้อมูลไปถึงการบริหารสัญญาทั้งหมด เนื่องจากปัจจุบันข้อมูลโครงการก่อสร้างต่างๆ จะเปิดเผยเฉพาะการประกาศเชิญชวนและผู้ชนะ แต่ประชาชนไม่ทราบรายละเอียดเรื่องการแก้ไขสัญญา ความคืบหน้า และการจ่ายเงิน ซึ่งกลายเป็นช่องโหว่ให้มีการทุจริต พรรคประชาชนจึงเสนอให้มีการเปิดข้อมูลทุกโครงการก่อสร้างมูลค่าตั้งแต่ 2-100 ล้านบาท ซึ่งจะครอบคลุมโครงการราว 320,000 ล้านบาท และคาดว่าจะประหยัดงบประมาณได้ถึง 7.4% หรือ 23,000 ล้านบาท
น.ส.เพียงพนอ กล่าวต่อว่า 4.การบังคับใช้ข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact) ในทุกโครงการที่มีมูลค่าเกิน 100 ล้านบาท โดยให้ผู้เชี่ยวชาญภายนอกและภาคประชาชนเข้าร่วมออกแบบโครงการแต่แรก รวมถึงการร่าง TOR และตรวจสอบกระบวนการ ซึ่งจะครอบคลุมโครงการราว 800 โครงการ มูลค่ารวม 3 แสนล้านบาท โดยเชื่อว่าจะประหยัดงบประมาณได้ 8.2% หรือ 27,000 ล้านบาท เมื่อรวมมาตรการหลักทั้ง 4 ด้าน การปฏิรูปการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐของรัฐบาลประชาชน จะทำให้ประเทศไทยสามารถประหยัดงบประมาณจากภาษีประชาชนได้ถึงราว 1 แสนล้านบาท.



