จากกรณีที่ กรรมาธิการ ( กมธ.) สามัญ ของสภาฯ และ วุฒิสภา เข้าหารือกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 19 มิ.ย. 69 และนายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สว. กล่าวว่า สอบถามแล้ว สามารถมีคูหาให้ประชาชนเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ได้ ก็เป็นที่จับตาว่า จะให้ยกร่างให้ตั้ง ส.ส.ร.โดยเลือกตั้งหรือไม่ นายนิกร จำนง ประธานคณะทำงานรัฐธรรมนูญของภูมิใจไทย กล่าวว่า การหารือดังกล่าวเป็นเพียงแนวทางดำเนินการ ไม่ใช่คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่มีผลผูกพันกับทุกองค์กร
ต้องทำตามบรรทัดฐานที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยไว้ คือ คำวินิจฉัยที่ 18/2568 ที่ว่า รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง ที่อธิบายไว้ในวารสารของศาลคือ รัฐสภามีอำนาจเพียงแก้ไขเพิ่มเติมตามกระบวนการและขอบเขตที่รัฐธรรมนูญ ปี 2560กำหนดไว้เท่านั้น หากรัฐสภา กำหนดให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรง เท่ากับรัฐสภาไปสร้างองค์กรอื่นให้ใช้อำนาจสถาปนาแทนตน ซึ่งรัฐสภาไม่อาจส่งมอบอำนาจในลักษณะดังกล่าวได้

นายนิกร กล่าวต่อว่า นอกจากนี้แล้วต้องพิจารณาคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในประเด็นที่เกี่ยวข้องด้วย คือคำวินิจฉัย ที่ 18-22/2555 รัฐสภาจะยกร่างใหม่ทั้งฉบับโดยไม่ถามประชาชนก่อนไม่ได้ และ คำวินิจฉัยที่ 4/2564 ที่ยืนยันว่าอำนาจหน้าที่ของรัฐสภาในการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องผ่านการทำประชามติเพื่อขออาณัติมหาชนก่อน ซึ่งถือเป็นบรรทัดฐานที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ต่อแนวทางการทำประชามติที่ต้องทำ รวม 3 ครั้ง
ผมจะนำประเด็นนี้เข้าหารือกับคณะกรรมการกฎหมายของพรรคภูมิใจไทย 23 มิ.ย.นี้ แต่เบื้องต้นผมขอยืนยันว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในเนื้อหา ซึ่งในร่างแก้ไขที่พรรคภูมิใจไทยเสนอ กำหนดให้ ประชาชนมีส่วนร่วมสมัครเข้ามาเป็น ส.ส.ร.ที่รัฐสภาคัดเลือก และกำหนดให้มีสภารับฟังความคิดเห็น ที่มาจาก ส.ส.ร. ส่วนหนึ่งไปรับฟังความเห็นของประชาชนเป็นระยะเวลานานถึง 1 ปี ถือว่ามีความเหมาะสม

นายกฤช เอื้อวงศ์ กรรมการบริหารพรรค และฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เมื่อ กมธ.หารือกับศาลรัฐธรรมนูญ และได้ข้อสรุปว่าการเลือกตั้ง ส.ส.ร. จากประชาชนโดยตรงสามารถทำได้ 100% พรรคเพื่อไทยจะคุยกัน 23 มิ.ย.ว่า จะยอมปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญใช้โมเดลเลือกตั้งส.ส.ร. 100% หรือไม่ หากได้ข้อยุติเร็ว ขอชื่อ สส.ร่วมเสนอร่างได้เร็ว จะสามารถบรรจุร่างแก้ไขเข้าไป ทันตามที่คณะกรรมการประสานงาน 3 ฝ่าย (วิป 3 ฝ่าย) ประเมินว่าจะประชุมร่วมรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณารับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระที่ 1 ในวันที่ 7 และ 8 ก.ค.นี้

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ประธานศาลรัฐธรรมนูญยืนยันว่าไม่ได้ห้ามหรือปิดกั้นสิทธิในการออกแบบกระบวนการให้ประชาชนเข้าคูหาแสดงความเห็น พรรคประชาธิปัตย์ ได้เสนอให้มีการหยั่งเสียงแบบอิเล็กทรอนิกส์ เพราะเห็นว่าเป็นวิธีที่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมได้อย่างทั่วถึง ไม่สิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย และไม่ใช้ทรัพยากรมากเกินความจำเป็น
นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงการพิจารณา ร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณ ซึ่งมีกำหนดเข้าสู่การพิจารณาในช่วงปลายเดือน มิ.ย.นี้ว่า ปัญหาสำคัญในเวลานี้คือ พรรคฝ่ายค้านยังไม่ได้รับทราบรายละเอียดของร่างกฎหมาย โดยทราบเพียงว่า ร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณจะเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. ในวันอังคารนี้ ก่อนเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในวันที่25มิ.ย.นี้ เหตุใดรัฐบาลจึงดำเนินการล่าช้า และเหตุใดจึงโอนงบประมาณในวงเงินที่น้อย
“ ฝ่ายค้านเคยประเมินว่า หากรัฐบาลสามารถโอนงบประมาณได้ราว 100,000 ล้านบาท ก็อาจไม่มีความจำเป็นต้องกู้เงินด้วยซ้ำ ล่าสุดได้รับข้อมูลว่าจะมีการโอนงบประมาณเพียง 10,000 ล้านบาทเท่านั้น สส.ของพรรคหลายคนร่วมอภิปรายในภาพรวม โดยเฉพาะเรื่องผลกระทบต่อหนี้สาธารณะที่สูงขึ้น”

นพ.อลงกต มณีกาศ สส.นครพนม พรรคภูมิใจไทย ประธาน กมธ.การสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยถึง โครงการ “TH-AI Passport” วงเงินกว่า 1,600 ล้านบาท ว่า จากการลงพื้นที่พบปะนักเรียน นักศึกษา และผู้ประกอบการค้าออนไลน์ในจังหวัดนครพนม พบว่าส่วนใหญ่มีความต้องการใช้งานสูงมากและอยากให้เกิดขึ้นโดยเร็ว เนื่องจากจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการซื้อแพ็กเกจ AI ระดับ Pro ของเอกชนที่มีราคาสูงถึงเดือนละ 200–300 บาท และสร้างโอกาสความเท่าเทียมในการเข้าถึงเทคโนโลยีระดับสูง
“ประชาชนตั้งคำถามว่าทำไมรัฐบาลจึงจำกัดสิทธิ์โครงการนี้ไว้เพียง 5 ล้านสิทธิ์ ซึ่งได้ชี้แจงไปว่าเป็นลักษณะโครงการนำร่อง ห ถือว่าโครงการนี้ใช้งบประมาณน้อยมาก แต่ผลลัพธ์คือการลงทุนเพื่อพัฒนาคนและกระจายโอกาสทางการศึกษาให้เด็กต่างจังหวัดมีศักยภาพเท่าเทียมกับเด็กในกรุงเทพ รัฐบาลจะจ่ายเงินให้เฉพาะส่วนที่มีการเปิดใช้งานจริงเท่านั้น สิทธิ์ใดที่ไม่มีการใช้งานรัฐก็ไม่ต้องเสียเงิน
“22 มิ.ย.นี้ คณะอนุกมธ. จะเชิญผู้แทนจากสมาคมผู้ประกอบการ AI ภาคเอกชนกว่า 30 คน มาร่วมประชุมเพื่อรับฟังข้อเสนอแนะและเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของแพ็กเกจต่าง ๆ ก่อนนำเข้าสู่ที่ประชุม กมธ.ชุดใหญ่ในวันที่ 25 มิ.ย. นี้ และจะเชิญ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือปลัดกระทรวงฯ เข้ามาชี้แจงรายละเอียด เสียงส่วนใหญ่ของ กมธ.เห็นว่าควรเดินหน้าโครงการต่อเพื่อประโยชน์ของประชาชน และรัฐมนตรีดีอี ยืนยันชัดเจนว่า หากตรวจสอบแล้วพบว่า TOR หรือสัญญาผิดกฎหมายพร้อมจะยกเลิกทันที”

น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีมีรายงานข่าวเกี่ยวกับประเด็นเสรีภาพสื่อ และมีการอ้างว่ารัฐบาลมอนิเตอร์ จับตา หรือเฝ้าระวังสื่อมวลชนบางสำนักเป็นพิเศษ ( มีข่าวว่า จับตาสื่อเครือผู้จัดการ เนชั่น และมติชน ) ว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่ถูกต้อง รัฐบาลไม่มีนโยบายปิดกั้นสื่อ เฝ้าจับตา หรือดำเนินการใดๆ ที่เป็นการกดดันการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน รัฐบาลยืนยันหลักการชัดเจนว่า เสรีภาพของสื่อมวลชนเป็นกลไกสำคัญในระบอบประชาธิปไตย
“ข้อเท็จจริงที่ประชาชนเห็นได้ทุกวัน คือสื่อมวลชนยังคงนำเสนอข่าว ตรวจสอบ แสดงความคิดเห็น และวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง หากรัฐบาลมีนโยบายปิดกั้นสื่อจริง ภาพการตรวจสอบและวิพากษ์วิจารณ์เช่นนี้ย่อมไม่ปรากฏอยู่ในพื้นที่สาธารณะอย่างที่เป็นอยู่ มีเพียงแค่การทำงานของภาครัฐมีความจำเป็นที่ต้องติดตามข่าวหรือมอนิเตอร์ข่าว เป็นภารกิจปกติของทุกหน่วยงาน เพื่อให้รัฐบาลรับรู้เสียงสะท้อน ปัญหา ข้อร้องเรียน และข้อวิจารณ์จากประชาชน ชี้แจงในกรณีพบข่าวปลอม ข่าวบิดเบือน หรือข้อมูลคลาดเคลื่อน”
“สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นของคนกรุงเทพฯ เฉพาะผู้มีสิทธิเลือกตั้งเรื่อง “โค้งสุดท้ายเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. (ครั้งที่ 4)” กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 2,562 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 16-19 มิ.ย. เมื่อถามว่า คนกรุงเทพฯ อยากให้ใครเป็นผู้ว่าฯ กทม.คนต่อไป อันดับ 1 ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ (อิสระ) 61.09% อันดับ 2 นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร (ประชาชน) 10.93% อันดับ 3 นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข (อิสระ) 9.84% อันดับ 4 นายอนุชา บูรพชัยศรี (ประชาธิปัตย์) 4.64% อันดับ 5 มล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี (อิสระ) 1.56% เพราะ ชอบนโยบาย ชื่นชอบเป็นการส่วนตัว ต้องการให้โอกาสคนใหม่ได้ลองทำงาน ยังไม่ตัดสินใจ 8.98%
คนกรุงเทพฯ คิดว่าจะเลือก ส.ก. จากพรรคใด อันดับ 1 ผู้สมัครอิสระ 33.96% เพราะทำงานได้เต็มที่ เป็นอิสระจากพรรคการเมือง 2 พรรคประชาชน 31.81% เพราะ เป็นคนรุ่นใหม่ ไฟแรง กล้าคิดนอกกรอบ ชื่นชอบพรรค 3 เพื่อไทย 10.62% เพราะ เป็นคนในพื้นที่ ลงพื้นที่ เข้าถึงประชาชน ตั้งใจทำงาน อันดับ 4 ประชาธิปัตย์ 8.78% เพราะ ต้องการให้โอกาสคนใหม่ได้ลองทำงาน มีความพร้อมด้านทีมงาน มีประสิทธิภาพ
และเมื่อถามว่า ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง ตัวท่านเองคิดว่าจะเปลี่ยนใจในการเลือกผู้สมัครหรือไม่ อันดับ 1 ไม่เปลี่ยนใจแน่นอน 55.66% อันดับ 2 คงไม่เปลี่ยนใจ 32.47% อันดับ 3 ยังไม่แน่ใจ 10.46% อันดับ 4 น่าจะเปลี่ยนใจ 1.41% เชื่อได้ว่า ชื่อผู้ว่าฯ กทม.ก็ยังคงเป็น “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์”



