เมื่อวันที่ 13 ม.ค.69 ผู้สื่อข่าวเดินทางลงพื้นที่บริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ช่องซำแต อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ พบว่าพื้นที่ดังกล่าวถือเป็นสมรภูมิชายแดนและจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ที่ในอดีตกัมพูชาได้เข้ามายึดครองพื้นที่ทำกินของฝ่ายไทย โดยมีการปลูกมะม่วงหิมพานต์และมันสำปะหลัง รวมเนื้อที่กว่า 600 ไร่ ต่อเนื่องยาวนานมากกว่า 40 ปี
กระทั่งปัจจุบัน หลังการปะทะรอบที่ 2 กองทัพไทยสามารถเข้าตีและยึดคืนพื้นที่ดังกล่าวจากทหารกัมพูชาได้สำเร็จ ก่อนจะผลักดันกำลังฝ่ายตรงข้ามออกจากพื้นที่ แม้จะยังคงเหลือบางส่วนที่ไม่สามารถยึดคืนได้ทั้งหมด เนื่องจากมีการเจรจาหยุดยิงก่อน แต่สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ทหารกัมพูชาไม่สามารถกลับเข้ามาใกล้พื้นที่ยุทธศาสตร์ดังกล่าวได้อีก

ขณะเดียวกัน ทีมข่าวยังได้ลงพื้นที่อีกจุดหนึ่ง ซึ่งเป็นหนึ่งในสมรภูมิการสู้รบระหว่างไทยและกัมพูชา บริเวณช่องซำแต อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ โดยพื้นที่ดังกล่าวเดิมเป็นฐานปฏิบัติการเก่าของทหารในยุคเขมรแดง หรือที่รู้จักกันในชื่อ “บ้านตาม็อก” ซึ่งก่อนหน้านี้ทหารกัมพูชาได้เข้ามายึดพื้นที่ของไทย ใช้เป็นแหล่งทำกิน และก่อสร้างบ้านพักอย่างมั่นคง เพื่อใช้เป็นฐานปฏิบัติการทางทหาร
จากการตรวจสอบพบว่า บ้านบางหลังยังคงอยู่ในสภาพแข็งแรง แม้บางส่วนจะได้รับความเสียหายจากการสู้รบก็ตาม ล่าสุด ภายหลังจากที่กองทัพไทยสามารถเข้าตีและยึดคืนพื้นที่ดังกล่าวได้สำเร็จ ได้มีการสถาปนาเขตอธิปไตยของไทยอย่างเป็นทางการ พร้อมปักธงชาติไทยในพื้นที่เรียบร้อย และได้รื้อถอนบ้านพักเดิมของนายทหารระดับสูงฝ่ายกัมพูชาทิ้ง เหลือเพียงเสา 1 ต้น และเศษไม้บางส่วนเป็นร่องรอย

สำหรับสมรภูมิแห่งนี้ นับเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่กองทัพไทยพยายามเข้าตีและยึดคืนมาโดยตลอด เนื่องจากฝ่ายกัมพูชาได้สร้างสิ่งปลูกสร้างไว้อย่างมั่นคง ทำให้การเข้าปฏิบัติการเป็นไปด้วยความยากลำบาก อย่างไรก็ตาม ในการปะทะรอบแรก กองทัพไทยสามารถจับเชลยศึกทหารกัมพูชาได้จำนวน 18 นาย ณ ฐานปฏิบัติการแห่งนี้
นอกจากนี้ ทหารไทยยังสามารถยึดรถจักรยานยนต์และรถยนต์ของทหารกัมพูชาที่อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานได้อีกจำนวนหนึ่ง โดยบริเวณจุดที่มีการจับเชลยศึก ยังพบร่องรอยและข้าวของเครื่องใช้ของทหารกัมพูชาบางส่วนที่ถูกทิ้งไว้ภายในบังเกอร์
ทั้งนี้ คณะสงฆ์จังหวัดศรีสะเกษ รวมถึงทุกภาคส่วน ยังคงเดินหน้านำสิ่งของเครื่องใช้ อุปโภค–บริโภค เข้าไปมอบให้แก่ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนช่องซำแตอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่รักษาอธิปไตยของประเทศ



