นายณัฐวุฒิ จันทนะจุลพงศ์ นักกลยุทธ์ลงทุนอาวุโส บล. กรุงไทย เอ็กซ์สปริง เปิดเผยว่า จากภาวะตึงตัวในตลาดการเงินสหรัฐคาดว่าจะเปิดโอกาสให้ตลาดหุ้นไทยสร้างกำไร 3 ต่อ ทั้งปันผลสูง กำไรจากส่วนต่างราคาหุ้น และกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งจะผลักดันให้ดัชนีหุ้นไทยไปแตะระดับ 1,401 จุดในระยะ 12 เดือนข้างหน้า ขณะที่ตลาดพันธบัตรระยะยาวสหรัฐเผชิญวิกฤตศรัทธาจากธนาคารกลางทั่วโลกลดการถือครองในฐานะทุนสำรองบีบให้อัตราผลตอบแทนพุ่งสูง เป็นอุปสรรคต่อการระดมทุนของรัฐบาลต้องหันมาระดมทุนผ่านแหล่งเงินทุนระยะสั้นกดดันให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ต้องกลับมาอัดฉีดสภาพคล่องชั่วคราวทำให้ปริมาณเงินในความหมายกว้าง ยิ่งช่วยให้สินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกทะยานขึ้น

“ปัจจัยดังกล่าวจะกดดันให้ดัชนีดอลลาร์เสื่อมค่าลงสู่ระดับ 97.7 จุด และผลักดันให้ทองคำมีโอกาสปรับตัวขึ้นสู่เป้าหมาย 4,697 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในไตรมาสแรกของปีนี้ และ 5,109 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในระยะยาว ซึ่งจะเป็นแรงส่งให้เงินบาทมีโอกาสแข็งค่าต่อเนื่องมาที่ 30.3 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ยิ่งทำให้ลงทุนไหลเข้าตลาดการเงินไทย โดยเริ่มเห็นจากตลาดพันธบัตรไทย”

ทั้งนี้ จากอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยเริ่มเข้าสู่จุดนิ่ง และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรกลับเป็นขาขึ้น จึงมองว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญให้เงินลงทุนย้ายเข้าสู่ตลาดหุ้นไทย เพื่อแสวงหาผลตอบแทนที่น่าจูงใจกว่า โดยมีกลุ่มธนาคาร เป็นเป้าหมายหลัก ด้วยมีความพร้อมที่จะสร้างโอกาสทำกำไร 3 ต่อให้กับนักลงทุนต่างชาติ เนื่องจากการมีสภาพคล่องล้น ขณะที่ฐานะเงินกองทุน อยู่ในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ เอื้อต่อการบริหารจัดการทุนเชิงรุก ทั้งการเพิ่มอัตราปันผลจ่าย (รวมถึงการซื้อหุ้นคืน) ซึ่งจะช่วยหนุนอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น และนำไปสู่การปรับเพิ่มมูลค่าหุ้น และท้ายที่สุดกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน ตามการแข็งค่าของเงินบาท