สหภาพยุโรป (EU) เดินหน้าบังคับใช้กฎหมายควบคุมมลพิษไมโครพลาสติก ด้วยการออกกฎหมายป้องกันการสูญเสียเม็ดพลาสติก (Plastic Pellets) ภายใต้แผน Zero Pollution Action Plan ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์หลักด้านสิ่งแวดล้อมของยุโรป กฎหมายฉบับนี้ตั้งเป้าลดการปล่อยไมโครพลาสติกที่เกิดจากเม็ดพลาสติกลงอย่างน้อย 30% ภายในปี 2030 โดยเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2568 และจะทยอยเพิ่มความเข้มงวดของข้อกำหนดในช่วงต่อจากนี้
แม้เม็ดพลาสติกจะเป็นแหล่งกำเนิดไมโครพลาสติกเพียงประมาณ 6% ของทั้งหมด แต่กลับสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระดับสูง เนื่องจากมีขนาดเล็ก หลุดรอดและกระจายตัวได้ง่าย อีกทั้งยังเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารได้อย่างรวดเร็ว ข้อมูลของสหภาพยุโรประบุว่า ในแต่ละปีมีเม็ดพลาสติกรั่วไหลสู่สิ่งแวดล้อมภายใน EU สูงถึงราว 184,290 ตัน และสามารถตกค้างในธรรมชาติได้นานกว่า 10 ปี ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและสุขภาพของมนุษย์ในระยะยาว
ด้วยเหตุนี้ EU จึงเลือกใช้แนวทาง ‘ป้องกันตั้งแต่ต้นทาง’ เป็นแกนหลักของกฎหมายฉบับใหม่ โดยมุ่งควบคุมการจัดการเม็ดพลาสติกตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การผลิต การขนส่ง การจัดเก็บ ไปจนถึงการใช้งาน กำหนดให้ผู้ประกอบการต้องมีแผนป้องกันการรั่วไหลอย่างเป็นระบบ มีมาตรการจัดการที่ชัดเจน และต้องรายงานข้อมูลการสูญเสียเม็ดพลาสติกอย่างโปร่งใส เพื่อลดความเสี่ยงของการปนเปื้อนสู่สิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นปัญหาที่สามารถควบคุมได้หากมีมาตรฐานที่เหมาะสม

ในด้านการบังคับใช้ กฎหมายดังกล่าวครอบคลุมผู้ประกอบการในสหภาพยุโรปที่มีการจัดการเม็ดพลาสติกมากกว่า 1,500 ตันต่อปี รวมถึงเม็ดพลาสติกที่นำเข้าจากประเทศนอก EU ด้วย ส่งผลให้ผู้ส่งออกจากประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะไทย จำเป็นต้องจับตากติกาใหม่นี้อย่างใกล้ชิด เพราะอาจต้องปรับกระบวนการดำเนินงานให้สอดคล้องกับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมของยุโรปมากขึ้น
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า ผู้ส่งออกไทยมีความเสี่ยงเผชิญต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ทั้งด้านบรรจุภัณฑ์ โลจิสติกส์ ระบบการจัดเก็บและรายงานข้อมูล รวมถึงค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดกว่าเดิม ขณะเดียวกัน หากไม่สามารถปฏิบัติตามกฎหมายได้ครบถ้วน ก็อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของคู่ค้า และเสี่ยงสูญเสียส่วนแบ่งตลาดในสหภาพยุโรป ซึ่งถือเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญของอุตสาหกรรมพลาสติกและอุตสาหกรรมต่อเนื่องของไทย
นอกจากจะเป็นมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว กฎหมายลดมลพิษไมโครพลาสติกของ EU ยังกลายเป็นเงื่อนไขใหม่ของการค้าโลก ผู้ประกอบการที่ปรับตัวได้เร็ว ยกระดับการจัดการเม็ดพลาสติก และมีระบบข้อมูลที่โปร่งใส อาจเปลี่ยนแรงกดดันนี้ให้กลายเป็นโอกาสในการรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดยุโรป ท่ามกลางทิศทางโลกที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการค้าอย่างชัดเจนมากขึ้น



